บอลลูนในกระเพาะอาหาร นวัตกรรมใหม่ช่วยลดน้ำหนัก

บอลลูนในกระเพาะอาหาร นวัตกรรมใหม่ช่วยลดน้ำหนัก

เพราะไม่มีผู้หญิงคนไหนที่อยากถูกเรียกว่า ‘อ้วน’ แต่จะทำอย่างไรเมื่อคุณมีนิสัยตามใจปาก ชอบกินจุบจิบตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะของหวานๆ มันๆ ที่ให้แคลอรีสูง ความไม่เคร่งครัดในการควบคุมอาหารและขาดวินัยในการออกกำลังกายนั้น คือต้นตอสำคัญที่ทำให้ไขมันพอกพูน น้ำหนักตัวเพิ่มสูง และอาจกลายเป็นโรคอ้วนในที่สุด

ปัญหาเรื่องความอ้วน ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป เมื่อในปัจจุบันมีสารพัดวิธีช่วยในการลดน้ำหนักอย่างได้ผล โดยเฉพาะเทคโนโลยีล่าสุดที่เรียกว่า Gastric Balloon หรือการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหารเพื่อช่วยควบคุมการรับประทานอาหารอย่างจำกัด ซึ่งปัจจุบันได้รับการรับรองจากทางการแพทย์ว่ามีความเสี่ยงต่ำ ไม่ต้องผ่าตัด และช่วยลดน้ำหนักได้ถึง 15-20 กิโลกรัม

บอลลูนในกระเพาะอาหาร นวัตกรรมใหม่ช่วยลดน้ำหนัก

ช่วยลดความอ้วนได้อย่างไร

ปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์จึงได้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมที่เรียกว่า Gastric Balloon เพื่อช่วยควบคุมการบริโภคตามขีดจำกัดของพื้นที่ในกระเพาะอาหาร Gastric Balloon หรือ บอลลูนในกระเพาะอาหาร เป็นเทคนิคทางการแพทย์ที่ช่วยผู้เป็นโรคอ้วน แต่ไม่สามารถควบคุมอาหารหรือลดน้ำหนักได้ด้วยตัวเอง โดยแพทย์จะนำเอาบอลลูน ซึ่งทำจากซิลิโคนเข้าไปวางไว้ในกระเพาะอาหารด้วยวิธีส่องกล้อง แล้วสอดเครื่องมือที่มีบอลลูนขนาดเท่านิ้วโป้งเข้าไปทางปาก เมื่อบอลลูนอยู่ในกระเพาะอาหารแล้ว จึงใส่น้ำเกลือเพื่อขยายขนาดบอลลูนให้ใหญ่ขึ้น โดยทั่วไปปริมาณน้ำเกลือจะอยู่ที่ 400-600 ซี.ซี. ขึ้นอยู่กับขนาดของกระเพาะอาหารและรูปร่างของคนไข้แต่ละคน ตัวบอลลูนจะเข้าไปแทนที่พื้นที่ในกระเพาะอาหาร ทำให้คนไข้รู้สึกอิ่ม และกินอาหารได้น้อยลง เมื่อปริมาณอาหารที่บริโภคต่อวันลดลง น้ำหนักตัวจึงค่อยๆ ลดตาม โดยเฉพาะช่วง 3-4 เดือนแรกหลังจากใส่บอลลูนแล้ว น้ำหนักจะลดได้เร็ว หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ลด ซึ่งโดยเฉลี่ยการใส่บอลลูน 1 ครั้ง น้ำหนักตัวจะลดลง 15-20 กิโลกรัมหรืออย่างน้อย 10-15% ของน้ำหนักตัวเดิม อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนเรื่องการรับประทานอาหารของคนไข้แต่ละคนด้วย

ความเสี่ยงต่อร่างกาย

แม้ว่าในเมืองไทย Gastric Balloon จะยังเป็นเรื่องใหม่และเพิ่งนำมาใช้ในการรักษาผู้เป็นโรคอ้วนได้ไม่นาน หากแต่ในต่างประเทศ กลับใช้รักษาผู้มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวมานานหลายปีแล้ว ทั้งยังเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูงในสหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, อังกฤษ, แคนาดาและเม็กซิโก โดยข้อดีของ Gastric Balloon ที่ต่างไปจากการลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่นๆ ก็คือ ทำได้ง่าย คนไข้ไม่ต้องเจ็บตัวเพราะไม่ใช่การผ่าตัด หลังทำเสร็จนอนพักฟื้นเพียง 1-2 คืนก็กลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

“เนื่องจาก Gastric Balloon ไม่ใช่การผ่าตัด จึงทำได้ค่อนข้างง่าย และคนไข้ไม่มีบาดแผล ความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อจึงน้อยมาก นอกจากนี้เมื่อเทียบกับการกินยาลดน้ำหนัก Gastric Balloon ก็มักจะลดน้ำหนักได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม การเลือกคนไข้ให้เหมาะสมกับการใช้บอลลูนก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะสำหรับคนไข้ที่อ้วนมากๆ การผ่าตัดอาจเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่าเนื่องจากจะสามารถลดน้ำหนักได้ถึงคราวละ 40-50 กก.” แล้วอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังจากใส่บอลลูนลงไปในกระเพาะอาหารล่ะ? คุณหมอศศิพิมพ์ ตอบว่า “หลังใส่บอลลูน คนไข้เกือบทุกคนจะมีอาการปวดท้อง แน่นท้อง อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วม ซึ่งจะเป็นมากใน 1-2 สัปดาห์แรก และอาการหนักเบาจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล หลังจากนั้นอาการจะค่อยๆ ดีขึ้น อาจมีปวดมวนท้องอยู่บ้าง แต่จะไม่มากเท่าช่วงแรก โดยคนไข้จำเป็นต้องกินยาลดกรดควบคู่ไปด้วยเพื่อป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กอุดตัน อาเจียนมากจนหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหารปริ แต่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเหล่านี้เพียงแค่ไม่ถึง 1% เท่านั้น”

บอลลูนในกระเพาะอาหาร นวัตกรรมใหม่ช่วยลดน้ำหนัก

บอลลูนลดน้ำหนัก ช่วยปรับพฤติกรรมอย่างได้ผล

ปัจจุบันในเมืองไทยมีสถานพยาบาลและคลินิกความงามหลายแห่งที่นำเอา Gastric Balloon มาใช้รักษาผู้ป่วยโรคอ้วน แม้ว่าตัวบอลลูนจะไม่ได้ช่วยเผาผลาญแคลอรีโดยตรง แต่ก็เป็นตัวช่วยปรับพฤติกรรมการบริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างน้อยคือตลอดระยะเวลาที่มีบอลลูนอยู่ในกระเพาะอาหาร คนไข้จะบริโภคอาหารได้อย่างจำกัด เนื่องจากพื้นที่ในกระเพาะถูกทำให้เล็กลง ที่สำคัญคือแพทย์สามารถปรับเพิ่มขนาดบอลลูนเมื่ออยู่ในท้องคนไข้ได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อช่วยในการควบคุมอาหารได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

“การลดน้ำหนักด้วย Gastric Balloon จะใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน-1 ปีหรือตามอายุของบอลลูนคือ 1 ปี แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่พอใจในน้ำหนักตัวเมื่อครบปีแล้ว ก็สามารถทำต่อเนื่องได้ โดยแพทย์จะนำบอลลูนลูกเดิมออกก่อน และคนไข้ต้องพักประมาณ 1-2 เดือนแล้วจึงกลับมาใส่บอลลูนลูกใหม่ นอกจากนี้ ในระหว่างการรักษา เมื่อน้ำหนักตัวคนไข้เริ่มคงที่ และหมอพิจารณาแล้วว่ากระเพาะสามารถที่จะเพิ่มขนาดบอลลูนให้โตขึ้นได้อีก ก็จะมีการส่องกล้องเพื่อปรับขนาดของบอลลูนให้ใหญ่ขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังมาก คือเรื่องการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะ 1 เดือนแรกหลังใส่บอลลูน คนไข้ต้องรับประทานอาหารตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด หลังจากนั้นจึงใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ก็ต้องดูแลตัวเอง เช่น ไม่รับประทานอาหารครั้งละมากๆ งดของมัน อาหารรสจัด หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหวาน น้ำปั่น และน้ำอัดลมที่ให้พลังงานสูง ตลอดจนงดดื่มชากาแฟในปริมาณมาก ซึ่งอาจทำให้มีอาการของกรดไหลย้อน ส่วนการออกกำลังกาย สามารถทำได้หลังจากใส่บอลลูนไปแล้ว 1-2 สัปดาห์ แต่ต้องระวังไม่ให้มีการกระทบกระแทกบริเวณหน้าท้อง”

กลุ่มคนยกเว้น

แม้ว่าคุณจะเข้าข่ายของผู้ป่วยโรคอ้วน แต่การลดน้ำหนักด้วยวิธี Gastric Balloon ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ โดยคุณหมอศศิพิมพ์ ขยายความว่า หากคุณกำลังตั้งครรภ์ อยู่ในระหว่างให้นมบุตรหรือวางแผนที่จะตั้งครรภ์ แพทย์จะไม่แนะนำให้ลดน้ำหนักด้วยวิธีใส่บอลลูน รวมไปถึงผู้ที่มีอาการแพ้ซิลิโคน เสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนไม่สามารถเลิกได้ มีโรคในระบบทางเดินอาหาร หรือมีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคปอดที่มีภาวะรุนแรงและยังควบคุมไม่ได้ หรือผู้ป่วยโรคจิตเวชที่ยังไม่ได้รับการรักษา ตลอดจนมีโรคประจำตัวที่ต้องรักษาด้วยกลุ่มยาต้านเกล็ดเลือด ยาละลายลิ่มเลือด และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งจำเป็นต้องรับประทานอย่างต่อเนื่อง บุคคลเหล่านี้จัดเป็นกลุ่มยกเว้นที่แพทย์ไม่แนะนำให้ทำ Gastric Balloon เนื่องจากอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนและผลข้างเคียงตามมา

อย่างไรก็ตาม หลังจบคอร์สลดน้ำหนักด้วย Gastric Balloon แล้ว ในทางการแพทย์ก็ไม่ได้รับประกันว่าน้ำหนักตัวที่ลดได้สำเร็จนั้นจะคงที่ตลอดไป หากตราบใดที่คุณไม่ควบคุมอาหารและกลับมาตามใจปากเหมือนเคย โอกาสที่โรคอ้วนจะหวนกลับมา ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ เพราะน้ำหนักตัวจะคุมได้หรือไม่ ต้องอาศัยจิตใจที่เข้มแข็งและมีวินัยสูงจากตัวเราเอง