ใกล้ตัวกว่าที่คิด! เช็ค 5 พฤติกรรมเสี่ยงโรค Office Syndrome + วิธีแก้ก่อนสายไป

อายุ 20 ก็เป็นโรคนี้กันแล้วนะ

อย่าคิดว่า ตัวเองไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรค Office Syndrome เพราะไม่ต้องนั่งติดโต๊ะหรืออายุยังน้อย เพราะเดี๋ยวนี้ เด็กวัยรุ่นก็เป็นกันเยอะแล้ว โดยเป็นหนักถึงขั้นต้องกายภายเลยก็มี บอกเลยว่า ห้ามประมาทกับโรคนี้ เพราะมันเป็นได้ง่ายกว่าที่คิด แล้วถ้าเป็นขึ้นมาก็ต้องเสียทั้งเวลา ทั้งทรัพย์ หรืออาจเสียงานเพราะนั่งทำงานไม่ไหวเลยก็ได้

#LisaGuru นำลิสต์ 5 พฤติกรรมเสี่ยงโรค Office Syndrome มาให้สาวๆ เช็คตัวเองเบื้องต้นเพื่อรีบปรับพฤติกรรมก่อนสายเกินแก้

1. ใช้โน้ตบุ๊คเป็นประจำ

หน้าจอของโน้ตบุ๊คอยู่ในระดับต่ำกว่าศีรษะมาก เวลาทำงานไปนานๆ ศีรษะของเราก็จะค่อยๆ โน้มไปหาจอโดยไม่รู้ตัว ทำให้กล้ามเนื้อและข้อต่อบริเวณลำคอโยกไปข้างหน้า นานเข้า กล้ามเนื้อและข้อต่อบริเวณนั้นก็จะกลายสภาพจากที่เคยตั้งตรงก็โน้มมาข้างหน้า ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณคอ บ่า ไหล่ จากการที่กล้ามเนื้อรั้งกันเอง นอกจากนี้การที่คีย์บอร์ดวางอยู่บนโต๊ะ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรค Office Syndrome ด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อคีย์บอร์ดอยู่บนโต๊ะ เราก็ต้องเกร็งแขนตลอดเวลา ประกอบกับกล้ามเนื้อบริเวณแขนนั้นเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ กล้ามเนื้อทั้งหมดจึงถูกใช้งานตลอดเวลา และถูกใช้งานพร้อมกัน

ทางแก้: ถ้าเลือกได้ ควรเปลี่ยนมาใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือไม่ก็หาแผ่นรองโน้ตบุ๊คให้ของจอโน้ตบุ๊คอยู่ในระดับสายตา ขณะเดียวกันก็ให้ใช้คีย์บอร์ดแบบต่อสายเพื่อไม่ให้ต้องเกร็งแขนตลอดเวลา และวางแขนไว้บนแขนเก้าอี้

2. ไม่เอาเท้าวางพื้น เวลานั่งทำงาน

การไม่เอาเท้าทั้ง 2 ข้างวางพื้นในทีนี้ นอกจากจะพูดถึงการนั่งไขว่ห้างแล้วยังรวมถึงการนั่งขัดสมาธิในเวลาทำงานด้วย เพราะในระหว่างอยู่ในท่าดังกล่าว กระดูกสันหลังของเราของเราจะไม่ตั้งตรงแบบที่ควรจะเป็น ทำให้เกิดการกดอัดของข้อกระดูก และนานวันก็กระดูกสันหลังก็จะคด

ทางแก้: นึกได้เมื่อไร ให้วางเท้าทั้งสองข้างกับพื้น และทิ้งน้ำหนักลงที่ก้นสองข้างเท่าๆ กัน

3. ใส่ส้นสูงบ่อย

ส้นสูงคืออีกหนึ่งสาเหตุที่พบในกลุ่มผู้เป็นโรค Office Syndrome ยิ่งถ้ารองเท้าคู่ไหนออกแบบมาไม่ได้สัดส่วน เช่น ด้านหน้าไม่มีแผ่นรองในระดับความสูงที่เหมาะสม ก็ยิ่งทำให้เราเทน้ำหนักตัวไปข้างหน้า กระดูกสันหลังก็จะยิ่งต้องทำงานหนัก หรือบางคนใส่รองเท้าส้นสูงไม่คล่อง ลำตัวช่วงบนทั้งหมดก็จะโน้มไปด้านหน้า ตั้งแต่ศีรษะ ลำคอ ไหล่ ไปจนถึงเอว

ทางแก้: ถ้าจำเป็นต้องใส่ ควรหารองเท้าส้นสูงที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี ส้นของรองเท้าส้นสูงที่ถูกต้องจะต้องห่างจากแผ่นรองเท้าด้านหน้าประมาณ 2 – 3 นิ้ว แต่ทางที่ดีที่สุดคือควรเลี่ยงการใส่ส้นสูง

4. เล่นโทรศัพท์มือถือเป็นงานอดิเรก

โรค Office Syndrome ไม่ได้เกิดกับมนุษย์ออฟฟิศหรือคนทำงานแค่กลุ่มเดียว เดี๋ยวนี้ เด็กอายุไม่ถึง 20 ก็ต้องไปกายภาพเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อกันแล้ว สาเหตุหนึ่งก็มาจากการก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์มือถือตลอดทั้งวัน ซึ่งโดยธรรมชาติ คอของมนุษย์เราจะต้องตั้งตรงต่อกับแนวกระดูกสันหลังเป็นเส้นเดียว แต่ตั้งแต่มีโซเชียลเน็ตเวิร์ค คอของหลายๆ คนก็โค้งไปด้านหน้าเพื่อโน้มหาจอ ทำให้กล้ามเนื้อก็ถูกดึงมาด้านหน้า ทำให้ไหล่ห่อในที่สุด

ทางแก้: เล่นมือถือให้น้อยลง แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็ให้ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาในระดับสายตา หรือเตือนตัวเองทุกครั้งว่าให้ตั้งลำคอตั้งตรง และผึ่งไหล่ให้ตั้งตรงตลอดเวลา

5. ไม่ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายไม่ได้ต้องทำไปเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงเพียงอย่างเดียวอย่างที่เข้าใจกัน เพราะเมื่อกล้ามเนื้อไม่ได้ใช้งาน พังผืดก็จะเป็นเกาะยึดกล้ามเนื้อเอาไว้ ทำให้การยืดเหยียดร่างกายติดขัดไปหมด แล้วยิ่งต้องมานั่งทำงานในท่าเดิมๆ ทุกวันก็ยิ่งไปกันใหญ่

ทางแก้: ออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อให้กล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ได้ใช้งาน และเพื่อจัดระเบียบร่างกายให้อยู่ในที่ๆ ควรจะเป็น

รู้อย่างนี้แล้ว ก็เริ่มปรับพฤติกรรมกันตั้งแต่วันนี้ วันหน้าก็จะได้ไม่ต้องนั่งทรมานทำงานกันนะคะ 🙂