รู้ลึกเรื่อง นิ่ว อาการเจ็บป่วยที่ไม่ควรมองข้าม

Sara Khan

จะหญิงหรือชายก็เป็น นิ่ว ได้ ดูอย่างดาราสาวชาวอินเดีย ซาร่า คาห์น สิ มาทำความรู้จักกับ นิ่ว กันหน่อยดีกว่า จะได้ป้องกัน หรือหากคุณพบว่ามีอาการต้องสงสัย จะได้รักษาได้ทันท่วงทีนะ

“นิ่ว” คืออะไร?

นิ่วในไตประกอบไปด้วยเกลือและแร่ธาตุอื่นๆ ในปัสสาวะที่รวมตัวกันก่อให้เกิดเป็นผลึกเล็กๆ เจ้าผลึกดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในไต ท่อไต (ท่อที่เชื่อมระหว่างไตกับกระเพาะปัสสาวะ) หรือกระเพาะปัสสาวะ

Q1: นิ่วในไตจะทำให้เราเจ็บปวดแสนสาหัส

เฉลย: ผิด ตราบใดที่ผลึกเหล่านี้อยู่ในไต ก็อาจจะไม่มีปัญหาถ้ามันไม่อุดตัน แต่ก็อาจจะทำให้ปวดมากได้ เมื่อมันเดินทางจากไตไปยังกระเพาะปัสสาวะเพราะเจ้าผลึกนี้อาจไปขัดขวางทาง เดินปัสสาวะ และทำให้มีเลือดปนออกมายามเมื่อเราถ่ายเบา ไม่ดื่มน้ำ ไม่ออกกำลัง ระวัง นิ่ว จะถามหา และเมื่อมันมาจริงแล้ว อาจปวดจนดิ้นเลยล่ะ


 

5 สัญญาณที่บอกว่าเราอาจเป็นนิ่ว

1 ปวดแปล๊บเป็นระยะๆ เริ่มจากด้านหลังและข้างๆ เข้ามาที่หว่างขา

2 ไม่สบายตัวไม่ว่าจะอยู่ในท่าไหนก็ตาม อาจจะต้องเดินไป เดินมาบ่อยๆ

3 คลื่นเหียน อาเจียน ปวดกลางลำตัว (คือบริเวณใต้ซี่โครง)

4 มีเลือดปนในปัสสาวะ

5 ต้องการปัสสาวะบ่อยๆ บางครั้งที่นิ่วมีการติดเชื้อ ก็อาจทำให้มีไข้ ปวดเมื่อยปัสสาวะ หรือปัสสาวะมีสีหรือกลิ่นแปลกไปจากเดิม


ทำไมเราต้องใส่ใจกับอาหารการกิน

หลังจากที่คุณเป็นนิ่วแล้วครั้งหนึ่ง ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นอีกครั้ง คุณสามารถป้องกันได้โดยการดื่มน้ำมากๆ และกินอาหารที่ถูกต้อง การไม่ดื่มน้ำทำให้แร่ธาตุและสิ่งอื่นๆ ในปัสสาวะรวมตัวกันกลายเป็นก้อน

Q2: สิ่งที่ฉันกินไม่เกี่ยวอะไรกับนิ่วในไต

เฉลย: ผิดนะ นิ่วในไตเกิดขึ้นเมื่อสมดุลระหว่างน้ำ แร่ธาตุ และสิ่งอื่นๆ ในปัสสาวะเปลี่ยนแปลง ซึ่งเกิดขึ้นได้เมื่อคุณไม่ได้ดื่มน้ำ หรือกินอาหารบางอย่างมากเกินไป


กินอย่างไรให้ไกลจากนิ่ว

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องดื่มของเหลวมากๆ โดยเฉพาะน้ำ แน่นอนว่าดื่มวันละ 8-10 แก้วย่อมดีที่สุด แต่ถ้าคุณดื่มน้ำน้อยอยู่แล้ว ให้ค่อยๆ ดื่มเพิ่มขึ้นวันละแก้ว เพื่อให้ร่างกายมีโอกาสปรับตัวกับของเหลวที่เพิ่มขึ้น คุณจะสังเกตได้ว่า เมื่อดื่มน้ำเพียงพอแล้ว ปัสสาวะจะเป็นสีเหลืองอ่อนหรือเกือบใส

ลดอาหารเค็ม นอกจากเกลือและน้ำปลาแล้วก็ให้ลดอาหารสำเร็จรูปด้วย

ลองคุยกับแพทย์ว่าคุณต้องกินแคลเซียมมากเท่าไหร่ ให้กินจากอาหารดีกว่ากินจากแคปซูล เช่น นม ชีส และโยเกิร์ต ในทางเดียวกัน คุณก็ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มี ออกซาเลตมากๆ เช่น ผักใบเขียว ถั่ว และช็อกโกแลต ระวังอย่ากินโปรตีนจากสัตว์มาก (แต่ไม่จำเป็นต้องงดกินไปเลยก็ได้) พร้อมกับกินไฟเบอร์ ให้มากขึ้น ส่วนน้ำมะนาวที่มีไซเตรตสูงก็อาจจะช่วยป้องกันได้เช่นกัน


ปัจจัยเสี่ยงที่คุณควบคุมไม่ได้

ชายชาวตะวันตกมีโอกาสเสี่ยงเป็น นิ่ว มากกว่าคนเชื้อชาติอื่นๆ ส่วนผู้หญิงนั้นความเสี่ยงจะสูงขึ้นเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป และถ้าครอบครัวมีประวัติ ความเสี่ยงก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก ในทางเดียวกัน โรคบางอย่างก็อาจทำให้คุณเสี่ยงกับนิ่ว อย่างเช่น ความดันโลหิตสูง เกาต์ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ การควบคุมโรคเหล่านี้จึงมักจะช่วยป้องกันการก่อตัวของก้อนนิ่วได้

Q3: ไม่ต้องผ่าตัดก็รักษาหายได้

เฉลย: ถูกต้อง นิ่วส่วนใหญ่สามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด โดยที่นิ่วขนาดเล็กนั้น การดื่มน้ำวันละ 2-3 Quart ก็อาจช่วยให้มันไหลผ่านท่อปัสสาวะออกมาได้แล้ว เพียงแต่คุณต้องอยู่บ้าน ดื่มน้ำมากๆ กินยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่ง บางทีก้อนนิ่วที่หลุดออกมา ก็จำเป็นต้องนำไปตรวจอีก นอกจากนี้ยังมีวิธีอย่างเช่น ใช้ Shockwaves (ESWL) ซึ่งคลื่นจะถูกสร้างภายนอกร่างกาย แล้วส่งผ่านผิวหนังกับเนื้อเยื่อจนกระทั่งกระทบกับก้อนแข็งๆ ผลึกนิ่ว ก็จะสลายเป็นเนื้อทรายแล้วไหลออกมาทางปัสสาวะต่อไป


ปวดนิ่ว หรือเป็นอย่างอื่น

หากคุณมีอาการเจ็บปวดเฉียบพลันที่หลังหรือหน้าท้อง ควรไปพบแพทย์ทันที อาการปวดที่หน้าท้องอาจเกี่ยวข้องกับอาการหลายอย่าง เป็นได้ทั้งไส้ติ่งอักเสบ หรือแม้แต่ท้องนอกลำไส้ เช่นเดียวกับการปวดเมื่อปัสสาวะอาจเป็นได้ทั้งกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือโรคติดต่อทางเพศ-สัมพันธ์ ในกรณีของนิ่ว เรามักจะไม่ค่อย รู้ว่าตัวเองเป็นนิ่วจนกว่าจะปวด และอาการปวดนั้นก็ปวดมากพอจะส่งเราไปห้องฉุกเฉินได้เชียวล่ะ แต่หลังจากนั้นก็จะมีการตรวจวินิจฉัยต่างๆ ต่อไปเพื่อให้แน่ใจว่าเราเป็น นิ่ว รึเปล่า และนิ่วของเราเกิดจากอะไร


รู้จักนิ่วให้มากขึ้น กับ นพ.วิเชียร กมลพรวิจิตร ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ ร.พ. พญาไท 2

Q : ในเมื่อนิ่วอาจไม่มีอาการก็ได้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นนิ่ว?
A : ส่วนใหญ่การตรวจสุขภาพทั่วๆ ไปจะมีการตรวจปัสสาวะ ซึ่งจะช่วยได้ คือถ้าเราพบเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ อาจนึกถึงสาเหตุคือมีนิ่วด้วยรึเปล่า แม้ตาเปล่าจะเห็นว่าปัสสาวะใส ก็อาจจะต้องหาสาเหตุ อย่างที่สองคือการตรวจสุขภาพมักจะมีการทำอัลตร้าซาวนด์ช่องท้อง ก็จะมีโอกาสเห็นไตบวมจากนิ่วอุดตันหรือเห็นนิ่ว โดยทั่วไปคุณหมอก็จะบอกว่า “พบเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ” หรือ “ผลอัลตร้าซาวนด์พบจุดแคลเซียม จุดนิ่วในไต” ก็จะวินิจฉัยได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

Q : ปวดนิ่วกับกระเพาะปัสสาวะอักเสบต่างกัน อย่างไร ?
A : อาการปวดนิ่วจะขึ้นอยู่กับตำแหน่ง แต่กับกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เราจะปวดเมื่อเราปัสสาวะหรือปวดเมื่อปัสสาวะใกล้สุด แต่นิ่วในท่อไต เวลาปวดเค้าจะเรียกว่าปวดดิ้น คือปวดจนตัวงอ แต่ก็ปัสสาวะได้ปกติ ยกเว้นเมื่อนิ่วมาฝังตัวอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ อันนี้ก็จะปวดฉี่บ่อยๆ เหมือนฉี่ไม่หมด

Q : ปล่อยนิ่วไว้จะเป็นอะไรรึเปล่า?
A : จะขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ถ้าอยู่ในไตแล้วไม่ได้อุดตัน เราก็จะไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าเราทิ้งไว้ ไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มันก็จะโตขึ้น ถึงระดับหนึ่งก็จะอุดตันได้ อันนั้นคือภาวะปวดจากการอุดตัน อย่างที่สองคือตัวนิ่ว มีโอกาสจะติดเชื้อได้สูง มันเหมือนสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย ปัญหาคือถ้าเราให้ยาฆ่าเชื้อ อาจจะกำจัดเชื้อไม่ได้ เพราะเชื้อจะไปเกาะที่ นิ่ว ทำให้ยาไม่สามารถทำลายเชื้อโรคได้ จะรักษาอาการติดเชื้อยากขึ้น จำเป็นจะต้องเอานิ่วออก

Q : ผู้หญิงเราจะทำอย่างไรถ้าไม่อยากเป็นนิ่ว?
ปกติผู้หญิงบ้านเรามักจะไม่ดื่มน้ำ โดยเฉพาะเวลาทำงานหรือออกไปข้างนอก เพราะกลัวว่าจะต้องเข้าห้องน้ำบ่อย ตรงนี้เป็นพฤติกรรมที่ทำให้โอกาสเกิดนิ่วสูงขึ้น อีกอย่างคือ บ้านเราเป็นเมืองร้อน เราจะเสียน้ำมาก ปัสสาวะจะเข้มข้น ปัญหาคือ คนที่ทำงานในออฟฟิศหรือทำงานที่ปัสสาวะไม่สะดวก ก็จะไม่ค่อยยอมดื่มน้ำ ทำให้ร่างกายขาดน้ำจนเป็นนิ่วได้ง่าย นอกจากนี้ คือการออกกำลังกาย ยิ่งถ้านั่งทำงานตลอด โอกาสเกิดนิ่วก็สูงขึ้น เพราะหลักในการปฏิบัติทั่วๆ ไปคือดื่มน้ำมากๆ ออกกำลังกายและเคลื่อนไหวเยอะๆ ก็จะลดการเกิดนิ่วได้