โรคมะเร็งรังไข่ เพชฌฆาตเงียบที่ต้องระวัง

อันที่จริงสัญลักษณ์ริบบิ้นสีน้ำเงินอมเขียวอาจยังไม่คุ้นตาใครๆ มากนัก Lisa Guru จึงขอแนะนำผ่านเรื่องราวนี้ เพื่อให้คุณได้ตระหนักว่า โรคมะเร็งรังไข่ คือความเสี่ยงที่พึงระวังอีกประการ

มะเร็งรังไข่ เพชฌฆาตเงียบ

Ovarian Cancer. My Walk with It’ คือหนังสือเกี่ยวกับการต่อสู้กับ โรคมะเร็งรังไข่ เล่มหนึ่ง เขียนโดย อันตัวเนตต์ แกลเลลลิ ที่เล่าถึงประสบการณ์จริงในการเป็นผู้เคราะห์ร้ายจากโรคนี้

กรณีของ อันตัวเนตต์

เช่นเดียวกับหญิงอเมริกันอีกเกือบแสนคนในแต่ละปี ที่พบว่าตนเองเป็นโรคมะเร็งโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับนรีเวชวิทยา แกลเลลลิเองก็เช่นกัน เธอมีอาการท้องบวม น้ำหนักลด และได้รับการวินิจฉัยที่ผิดพลาดทั้งจากหมอที่ไร้ประสบการณ์และจากนักศึกษาแพทย์ฝึกงานอยู่นานหลายปี  จนเธอตัดสินใจตรวจโดยเครื่องซีทีสแกนจนได้รับการยืนยันถึงโรคมะเร็งในปี 2007 ที่เธออายุครบ 62 ปีพอดี

แพทย์วินิจฉัยให้เธอเข้ารับการผ่าตัดซึ่งใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมงในการเอาอวัยวะสืบพันธุ์และลำไส้ที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อมะเร็งออก หลังจากนั้นเมื่อได้รับยารักษาและปลูกถ่ายท่อภายใน อาการของเธอก็ดีขึ้นตามลำดับ

อัพเดตสุขภาพ มะเร็งรังไข่ เพชฌฆาตเงียบ

จากนั้น เธอเข้าใจว่าโรคได้ย้อนกลับมาเป็นอีก เมื่อซีทีสแกนบอกผลว่า เธอมีอาการรังไข่เลื่อน ระหว่างการผ่าตัดเพื่อรักษารังไข่นั่นเอง แพทย์ได้ให้เธอเห็นผงเหมือนขี้เลื่อยที่มีอยู่เต็มไปหมดซึ่งนั่นก็คือมะเร็ง แปลได้ว่าซีทีสแกนไม่สามารถบอกได้ว่าเรามีเนื้อร้ายนี้อยู่ ยิ่งไปกว่านั้น ยาที่เธอใช้รักษาไม่ว่า Taxol หรือ Carboplatin ก็ดูเหมือนจะเอาไม่อยู่ เธอเริ่มทรมานจากการท้องผูก ต้องถ่ายเลือด การลื่นล้มที่เกิดจากโรคเส้นประสาท เลือดเป็นลิ่ม และมีไข้ ทั้งหมดนี้ทำให้เธอถูกนำส่งกลับไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง

 แกลเลลลิเริ่มบันทึกผลการรักษาทางการแพทย์ เกี่ยวกับการตอบสนองด้านลบในโรค มะเร็งรังไข่ ที่ยังคงอยู่อย่างมีเงื่อนงำของเธอ ในระหว่างที่การทำคีโมและการใช้ยาอื่นๆ ได้ผลดีนั้น (ซึ่งบางอย่างก็ให้ผลข้างเคียง) ร่างกายเธอกลับพัฒนาภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำขึ้นมา ทำให้เลือดเป็นลิ่มในปอดซึ่งไปขัดขวางเครื่องกรองเลือดดำที่ถูกนำเข้าไปใส่ก่อนหน้านั้น

และในที่สุดยาตัวหนึ่งส่งผลให้เธอมีแผลพุพองที่นิ้ว ในปาก และในลำคอ เช่นเดียวกับแผลที่เท้า ทำให้แพทย์แนะนำว่าเธอควรจะหยุดยาตัวนี้เสีย

อัพเดตสุขภาพ มะเร็งรังไข่ เพชฌฆาตเงียบ

ว่าด้วยยาตัวใหม่

ในบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ซึ่งระบุว่าเป็นปี 2003 แกลเลลลิคาดหวังว่าจะกลับไปทำคีโมอีกครั้ง ในขณะเดียวกันจากการค้นหาข้อมูลของเธอทางอินเทอร์เน็ตก็พบว่าเธอเสียชีวิตภายใน 7 เดือนต่อมา เรื่องราวของเธอจึงเป็นบทสะท้อนถึงเครื่องมือทางการแพทย์ที่น่าผิดหวัง เธอควรป้องกันได้แต่เนิ่นๆ และยังดูเหมือนจะเป็นการตรวจที่ได้มาตรฐาน (แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น)

นอกจากนี้ มันยังส่งผลในวงกว้างเกี่ยวกับระเบียบการใหม่ๆ ที่จะถูกพัฒนานำมาใช้ในการทดลองการทางแพทย์ เช่น ในเดือนธันวาคมปี 2014 ที่ผ่านมา องค์การอาหารและยาได้อนุมัติยา Lynparza เพื่อใช้รักษา มะเร็งรังไข่ สารที่เรียกว่า Parp จะเป็นตัวยับยั้งเอนไซม์ที่จะเข้าไปรักษาดีเอ็นเอที่ถูกทำลายลง มันจึงเป็นยาตัวแรกๆ ที่ถูกนำมาทดสอบทางการแพทย์ และแน่นอนราคาของมันก็สูงมาก คาดว่าผู้ป่วยอาจต้องใช้เงินมากถึงประมาณ 350,000 บาทต่อเดือน เพื่อยาตัวนี้

การทดลองต่างๆ ในปัจจุบันกับกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ยา ทั้งผู้ที่มีและไม่มีการเปลี่ยนแปลงของยีนส์ BRCA1 และ BRCA1 (ยีนส์ที่มีอยู่ในร่างกายของมนุษย์ ซึ่งทำหน้าที่รักษาสมดุลของดีเอ็นเอ และป้องกันไม่ให้เกิดการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกติ) มีความเกี่ยวข้องกันกับการเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งรังไข่

ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้หญิงตัดสินใจยากที่จะผ่าเอารังไข่ออกดีหรือไม่ ในขณะเดียวกัน แพทย์ทั้งหลายต่างก็พยายามที่จะหาทางรักษาด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันจากการสร้างระบบ T-Cells ขึ้นใหม่ (เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง) เพื่อให้ร่างกายผู้ป่วยทำลายเซลล์มะเร็งเองได้ เช่นเดียวกับสถาบันที่รองรับด้านโลหิตและตัวอย่างเนื้อเยื่อระดับชาติ ก็มีความพยายามในการช่วยเหลือในการคิดหาเทคนิคใหม่ๆ ในการตรวจหามะเร็งเช่นกัน

อัพเดตสุขภาพ มะเร็งรังไข่ เพชฌฆาตเงียบ

ผลจากการรักษา

วิธีการใหม่ๆ นี้ดูเหมือนว่าจะก้าวหน้ากว่าแบบเดิมมาก เราอาจทานยาที่บ้านแล้วแวะไปตรวจที่โรงพยาบาลสักเดือนละครั้ง ถึงเราจะออกอาการเหนื่อยล้าหรือคลื่นไส้บ้าง แต่เราก็สามารถอยู่ได้ด้วยยาถึง 3 ปี และอาการข้างเคียงก็ยังเบาลงมากหากเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับแกลเลลลิ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าทั้งหลายนี้ ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งรังไข่ต่างก็ยังถูกตรวจพบช้าไปอยู่ดี ส่วนมากมันจะกลับมาเป็นอีกหลังจากได้รับการรักษาขั้นแรก และเช่นกันที่โดยมากจะเสียชีวิตหลังทนทุกข์กับมันสัก 5 ปี คนเหล่านี้มักได้รับการรักษาด้วยการทำคีโมผ่านทางเส้นเลือดดำ แม้ว่าผลวิจัยล่าสุดจะพบว่าการทำคีโมผ่านช่องท้องจะส่งตัวยาตรงเข้าท้องน้อยได้เลย จะได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพกว่าก็ตาม

สุดท้ายนี้ เราอยากให้ข่าวอาการเจ็บป่วยของสาวพิมพ์ – พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร ทำให้สาวๆ Lisa Guru ตื่นตัวเรื่องการดูแลสุขภาพและการตรวจสุขภาพ เป็นประจำ

พิมพ์ - พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร เป็นมะเร็งรังไข่

“สาวพิมพ์-พิมมาดา ในช่วงที่กำลังเป็นมะเร็งรังไข่ แม้ต้องโกนหัวเพราะทำคีโม แต่ยังดูสวยอยู่เลย Lisa Guru ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ”