มะเร็งรังไข่ ภัยเงียบที่ผู้หญิงต้องใส่ใจ!

หลังมีข่าวช็อกแฟนๆ ของ พิม ซาซ่า ออกมาว่าเธอป่วยเป็น มะเร็งรังไข่ และต้องทำคีโมถึง 6 ครั้ง ก็ทำเอาเราถึงกับตกใจ เพราะเห็นๆ กันอยู่ว่าเธอดูปกติและแข็งแรงดีทุกอย่าง แต่เธอก็ยังป่วยเป็นมะเร็งได้เลย มาเงียบๆ แบบนี้แต่อันตรายใช่เล่นนะ เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองจากมะเร็งชนิดนี้ Lisa มีข้อมูลที่สาวๆ ต้องรู้มาบอก

มะเร็งรังไข่ ภัยเงียบที่ผู้หญิงต้องใส่ใจ!

มะเร็งรังไข่ มีกี่ประเภท

เราสามารถแบ่งประเภทของ มะเร็งรังไข่ ตามตำแหน่งเริ่มต้นของเซลล์มะเร็งได้ 3 กลุ่มคือ

  1. Epithelial Tumors: มะเร็งเยื่อบุผิวรังไข่ มีจุดเริ่มต้นที่เซลล์เยื่อบุผิวรังไข่และช่องท้อง พบได้บ่อยที่สุดประมาณ 90% ของมะเร็งรังไข่
  2. Germ Cell Tumors: มะเร็งฟองไข่ เกิดจากเนื้องอกที่เกิดจากเซลล์สืบพันธ์ุต้นกำเนิด พบได้ร้อยละ 5-10 ของมะเร็งรังไข่ มักพบในผู้หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี
  3. Sex Cord-Stromal Tumors: มะเร็งเนื้อรังไข่ มีจุดเริ่มต้นจากเนื้อเยื่อที่เกี่ยวกับรังไข่ซึ่งผลิตฮอร์โมนเพศหญิง มีโอกาสพบน้อยมาก

มะเร็งรังไข่ ภัยเงียบที่ผู้หญิงต้องใส่ใจ!

ใครเสี่ยงกับโรคนี้บ้าง

  1. อายุ 2 ใน 3 ของผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ มีอายุเฉลี่ย 55 ปีหรือมากกว่า แต่ก็สามารถพบได้ในเด็กหญิงก่อนหรือหลัง 10 ขวบได้เช่นกัน
  2. ประวัติครอบครัว โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งรังไข่จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้น
  3. การกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม ในผู้ที่พบการกลายพันธุ์ของ 1 ใน 2 ยีนมะเร็งเต้านม BRCA1 และ BRCA2 มีความเสี่ยงมะเร็งรังไข่สูงขึ้น
  4. โรคมะเร็งเต้านม, ลำไส้ใหญ่ หรือเยื่อบุโพรงมดลูก ผู้ที่เป็นมะเร็งดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่ง จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นกับการพัฒนาเป็น มะเร็งรังไข่ ได้
  5. การคลอดบุตร ผู้หญิงที่มีการคลอดบุตรอย่างน้อยหนึ่งคน ยิ่งก่อนอายุ 30 ปีจะมีความเสี่ยงมะเร็งรังไข่น้อยกว่าผู้หญิงที่มีบุตรหลายคน และการให้นมบุตรพบว่ามีความเสี่ยงมะเร็งรังไข่น้อยลง
  6. โรคอ้วน ผู้หญิงที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ที่ 30 หรือสูงกว่า อาจมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่สูงขึ้น
  7. การใช้ฮอร์โมนทดแทน (HRT) บางการศึกษามีการเชื่อมโยงระหว่างฮอร์โมนทดแทน (HRT) และมะเร็งรังไข่ ซึ่งความเสี่ยงนี้ดูเหมือนจะมากสำหรับผู้หญิงที่ใช้เอสโตรเจนอย่างเดียวนาน 5 ปี แต่ต้องทำการศึกษามากกว่านี้

มะเร็งรังไข่ ภัยเงียบที่ผู้หญิงต้องใส่ใจ!

มะเร็งรังไข่ มีอาการแสดงอย่างไร หรือเช็คจากสัญญาณใดได้บ้าง

– ท้องอืดเป็นประจำ

– มีก้อนในช่องท้องหรือช่องเชิงกราน จึงอาจทำให้เกิดอาการแน่นหรือปวดท้อง

– ก้อนเนื้ออาจกดเบียดลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทำให้รู้สึกปวดถ่วง ถ่ายอุจจาระไม่สะดวก

– เมื่อก้อนมะเร็งโตขึ้นจะกดเบียดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ถ่ายปัสสาวะบ่อยและขัด

– เมื่อเซลล์มะเร็งมีการกระจายไปในช่องท้องอาจทำให้เกิดมีน้ำในช่องท้องซึ่งจะทำให้ดูเหมือนอ้วนขึ้นได้

– เบื่ออาหาร ผอมแห้ง น้ำหนักลด

– อาจมีประจำเดือนผิดปกติ บางรายอาจมีเสียงห้าว มีหนวด หรือขนขึ้นตามลำตัวคล้ายผู้ชายได้ เนื่องจากผลของมะเร็งรังไข่ทำให้ร่างกายมีการผลิตฮอร์โมนที่ผิดปกติไป

– ในบางรายอาจไม่มีการแสดงอาการเลย แพทย์อาจตรวจพบโดยบังเอิญว่ามีก้อนในท้องน้อย

มะเร็งรังไข่ ภัยเงียบที่ผู้หญิงต้องใส่ใจ!

ตรวจหา มะเร็งรังไข่ ได้ยังไง

– ตรวจภายใน (Pelvic Exam) : ตรวจบริเวณช่องท้องและช่องเชิงกรานเพื่อหาก้อน โดยมีการนำเทคโนโลยีการถ่ายภาพเข้ามาช่วยให้การตรวจละเอียดขึ้น

– Transvaginal Ultrasound : ตรวจโดยใช้หัวตรวจชนิดเรียวยาวใส่เข้าไปในช่องคลอด สามารถดูมดลูกและสิ่งผิดปกติที่อยู่หลังมดลูก

– ตรวจ CA-125 : หากระดับ CA-125 สูงเกินปกติ อาจบ่งชี้ถึงการเป็นมะเร็งรังไข่ แต่ก็อาจเป็นโรคอื่นด้วยเช่นกัน

– CT Scan : เพื่อดูภาพละเอียดภายในร่างกาย

– Barium Enema : เป็นการเอกซเรย์ทางเดินอาหารส่วนล่างด้วยการสวนสารทึบรังสีทางทวาร

– Intravenous Pyelogram : เป็นการเอกซเรย์ดูไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ

– Biosy : การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

ถ้าเป็นแล้วรักษาได้ด้วยวิธีไหน

  1. การผ่าตัด อาจมีการผ่าตัดตั้งแต่แรกเพื่อดูการลุกลามของมะเร็ง ในกรณีผ่าตัดเพื่อการรักษา แพทย์จะตัดเนื้องอกออกให้มากที่สุด โดยจะพยายามให้เหลือเนื้องอกขนาดไม่เกิน 1 เซนติเมตร ซึ่งการผ่าตัดจะส่งผลให้ผู้ป่วยไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก และจะเข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือน
  2. รังสีรักษา ในที่นี้จะมีทั้งการฉายรังสีจากภายนอกร่างกา และการฝังแร่ในร่างกาย โดยการพิจารณาวิธีการรักษาขึ้นกับระยะของโรคและชนิดของมะเร็ง
  3. เคมีบำบัด แพทย์อาจให้ยาเคมีทางช่องที่มีอวัยวะภายในช่องท้อง อย่างไรก็ตาม การพิจารณาวิธีการรักษาขึ้นกับระยะและชนิดของมะเร็งด้วย

มะเร็งรังไข่ ภัยเงียบที่ผู้หญิงต้องใส่ใจ!

Note : ทาแป้งจุดซ่อนเร้น เสี่ยง มะเร็งรังไข่ ?

รู้มั้ยว่าแป้งเด็กทาตัวอาจมีสารทัลคัม (Talcum Powder) ซึ่งผลิตจากการนำหินทัลคัมมาโม่ละเอียดแล้วกรองเอาสิ่งแปลกปลอมและฆ่าเชื้อจนมาเป็นแป้งฝุ่น ซึ่งแร่ชนิดนี้ไม่สามารถย่อยสลายเองได้ด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติ จึงอาจทำให้เกิดการสะสมจนก่อให้เกิดอันตราย โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชอบใช้แป้งฝุ่นทาลดความอับชื้นบริเวณน้องสาว ฝุ่นแป้งและสารทัลคัมอาจเล็ดลอดเข้าไปในช่องคลอด มดลูก ท่อนำไข่ และช่องท้อง ซึ่งอาจทำให้เสี่ยงต่อ โรคมะเร็งรังไข่ เพิ่มขึ้นได้ถึง 3 เท่า ! ถึงแม้ว่าแป้งฝุ่นบางตัวจะไม่มีสารทัลคัม แต่เราจะแน่ใจได้ยังไงว่าแป้งฝุ่นเหล่านั้นไม่มีสารทัลคัมจริงๆ ดังนั้น การหลีกเลี่ยงไม่โรยแป้งฝุ่นบริเวณจุดซ่อนเร้นไปเลยจึงน่าจะปลอดภัยมากกว่า จริงมั้ย?

โรคมะเร็งรังไข่เป็นโรคใกล้ตัวที่สาวๆ ไม่ควรมองข้าม ถึงแม้จะตรวจพบได้ยาก แต่ถ้าหมั่นตรวจเช็คสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โอกาสที่ภัยเงียบชนิดนี้จะเกิดขึ้นกับเราก็ลดลงไปด้วย

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยมะเร็ง และ Health.kapook.com