สวัสดิการต้องรู้สำหรับมนุษย์เงินเดือน

สวัสดิการต้องรู้สำหรับ มนุษย์เงินเดือน

สวัสดิการของลูกจ้างไม่ใช่เรื่องอะไรก็ได้หรอกนะ แต่เป็นกฏหมายเลยล่ะ ที่ถูกกำหนดไว้ว่าสิทธิพื้นฐานเหล่านี้ เราจำเป็นต้องรู้ จะได้ใช้อย่างคุ้มค่า ถูกต้อง และไม่เสียสิทธิ์ในความเป็น มนุษย์เงินเดือน เราไงล่ะ

Q ลาป่วย ลากิจ – ตกลงกี่วันกันแน่นะ?

บอกกันอีกทีว่าการลากิจถูกกำหนดไว้ที่ปีละ 6 วัน ลากิจหมายถึงกิจธุระจำเป็น เช่นการติดต่อราชการ การรับปริญญา หรือการลาที่วันธรรมดาเราไม่สามารถเดินทางไปได้ ซึ่งโดยมารยาทควรแจ้งหัวหน้างานล่วงหน้าสัก 3 วัน เพื่อที่จะได้วางแผนงานได้ ส่วนการลาป่วยจะไม่เกิน 30 วันต่อปี และถ้าเกินกว่านั้นบริษัทมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธการจ่ายค่าจ้างได้ เว้นเสียแต่ว่าบริษัทยอมอะลุ้มอล่วยสำหรับเหตุสุดวิสัย เช่นการผ่าตัด เกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น
Tip: สำหรับช่วงทดลองงาน ดีที่สุดที่จะไม่ลางานยกเว้นเหตุจำเป็นจริงๆ การลาบ่อยๆ ทำให้หัวหน้างานประเมินล่วงหน้าได้เลยว่า ถ้าเราผ่านการทดลองแล้ว เราจะต้องลาบ่อยอีกแน่ๆ อย่างนี้จะให้ผ่านดีไหมนะ

Q ลาพักร้อน – ต้องหนึ่งปีก่อนงั้นหรือ?

ใช่แล้วล่ะ ตามกฏหมายระบุว่าต้องทำงานมาแล้ว 1 ปีเต็ม ถึงจะลาพักร้อนได้ 6 วันต่อปี (ในปีถัดไป) อย่าลืมเชียวว่านี่เป็นสวัสดิการ ไม่ใช่วันหยุดราชการ ฉะนั้นแล้ว ต้องรอหน่อยที่จะใช้มันได้ ในขณะที่บางบริษัทอาจให้วันลาได้มากกว่านั้น และอาจให้ลาพักร้อนได้ตั้งแต่ปีแรกในแบบโปรเรท เช่น กำหนดให้ลาได้ปีละ 8 วัน เมื่อทำงานไปแล้วครึ่งปี ก็จะลาได้ 4 วัน เป็นต้น
Tip: การลาพักร้อนจะต่างกับการลาป่วยและลากิจ ที่ผู้บังคับบัญชาไม่สามารถไม่อนุมัติได้ แต่ถ้าเป็นการลาพักร้อน ผู้บังคับบัญชาสามารถต่อรอง หรือขอให้ลาในช่วงอื่นๆ ได้ ตามที่จะตกลงกัน

Q ลาคลอด – ตกลงยังได้ค่าจ้างอยู่จริงๆ นะ?

ได้สิ เพราะตามกฏหมายแล้วเราสามารถลาคลอดได้ 90 วัน (นับรวมวันเสาร์-อาทิตย์) และจะได้เงินเดือนที่ 1.5 เดือน ระหว่าง 90 วันที่ลาไป แต่หากลาแค่ 45 วันแล้วกลับมาทำงาน ก็ยังสามารถรับเงินก้อนนี้ได้เช่นกัน ประเด็นที่ถูกพูดกันมาก คือการที่พนักงานลาคลอดภายในเวลาที่กำหนด แล้วถูกเลิกจ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถกระทำได้ จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายแรงงาน
Tip: ควรใจเขาใจเราเช่นกัน เช่นหากรู้แน่ว่าต้องการออกไปเลี้ยงดูบุตร ก็ไม่ควรแจ้งว่าขอลาคลอด รอรับเงิน แล้วโทรไปแจ้งบริษัทในเดือนที่ 3 ว่าจะไม่ไปทำงานแล้ว นี่จะทำให้เราเสียประวัติและทำให้บริษัทเสียเวลาในการหาคนไม่น้อย

Q ประกันสังคม ไม่มีไม่ได้เหรอ?

ไม่ได้หรอก เพราะเป็นสิทธิ์ที่จะช่วยเราเรื่องค่ารักษาพยาบาลได้ และยังเป็นกฏหมายที่กำหนดไว้สำหรับผู้มีรายได้ประจำทุกคน  ทั้งนี้ เราควรได้สิทธิ์ตั้งแต่วันแรกที่ทำงาน เพราะสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ การหักเงินจะถูกตัดจากรายได้ที่ 5 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน แต่ไม่เกิน 750 บาท (จากฐานที่คิดสูงสุดคือ 15,000 บาท นั่นเอง)
Tip: สำหรับคนที่ว่างงาน เราสามารถรับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานได้ แต่ก็ต่อเมื่อเราจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน โดยไปยื่นเรื่องที่สำนักงานประกันสังคม หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่  www.sso.go.th

Q กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ – หักตังค์อีกแล้ว ต้องสมัครมั้ยนี่?

หากบริษัทมีสวัสดิการนี้ บอกได้เลยว่าเป็นโอกาสที่ดีอยู่นะ ที่เราจะได้เก็บเงินตลอดการทำงานโดยไม่ต้องเสียภาษี เราสามารถเลือกได้ว่าจะสมัครหรือไม่ (ภาคเอกชน) หลักการคือการสะสมเงินจากเงินเดือนเรา  2 – 15 เปอร์เซ็นต์ และบริษัทจะสมทบให้อีกต่างหากในอัตราที่แน่นอน (เช่นสะสม 500/สมทบ 500 บาท) เมื่อเราลาออก เราสามารถปิดกองทุนได้ โดยจะได้เงินเป็นยอดเงินสะสมของเรา + เงินสมทบ + ผลตอบแทนของเงินสะสมและเงินสมทบ โดยรับเงินเป็นก้อนครั้งเดียว หรือหากต้องการเก็บสะสมต่อไป ก็สามารถยื่นเรื่องกับบริษัทใหม่ (ที่มีสวัสดิการนี้) เพื่อสะสมได้อย่างต่อเนื่องอีกครั้ง
Tip: มีบริษัทไม่มากนักที่จะมอบสวัสดิการนี้ นับเป็นเรื่องดีหากเราต้องการเก็บเงิน เพราะบริษัทยังสมทบให้อีกโดยไม่ผูกมัด ลาออกวันไหนก็ในใจว่ามีเงินอีกก้อนรออยู่

ฝ่ายทรัพยากรบุคคลขอร้อง !

เมื่อเราไม่อยากให้บริษัทที่ไหนๆ มาเอาเปรียบเรา เราก็ควรเป็นพนักงานที่ดีกับบริษัทเช่นกัน ไม่ว่าการหยุดงานที่ลาล่วงหน้า การจัดสรรงานให้เรียบร้อยก่อนลา การไม่ใช้ทรัพยากรของบริษัทจนเกินงาม ไปทำงานที่ไหนก็อยู่ง่าย ไร้ปัญหาแน่นอน