นี่สิเธอผู้ไม่แพ้ตัวจริง เธอคนนี้ต่อสู้มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หลังจากมีชีวิตเหลืออยู่แค่ 6 เดือนเท่านั้น

เบลล์-ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ รอดจากมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ลุกลามเข้าสู่หัวใจ ซึ่งพบเพียง 1% ในโลก ทั้งที่หมอวินิจฉัยออกมา เธอจะอยู่ได้แค่ 6 เดือนเท่านั้น!

ในวัย 26 ปี ที่กำลังสนุกกับชีวิตอย่างเต็มที่ เบลล์ไม่เคยใส่ใจในสุขภาพของตัวเอง ทั้งทำงานหนัก อดหลับอดนอน ไม่ออกกำลังกาย ชอบกินปิ้งย่าง แถมยังย้อมสีผมเป็นประจำ และวันหนึ่งสัญญาณของโรคร้ายก็ปรากฏขึ้น ตอนเธอเรียนปริญญาโทอยู่ที่ University of Leeds ประเทศอังกฤษ “ตอนนั้นเริ่มมีอาการไอ ไปหาหมอเอายามากินเองก็ไม่หาย ผ่านไป 4 เดือน จนมันไม่ไหวแล้วเพราะเริ่มกินข้าวไม่ได้ มีไข้ต่างๆ และเป็นลมสองครั้ง เลยคิดว่ากลับมาหาหมอที่เมืองไทยดีกว่า มีเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ในการกลับมาหาหมอก่อนที่จะไปสอบ” เบลล์ย้อนถึงวันวาน

พอบินกลับมาไทย คุณพ่อก็พาเบลล์ไปตรวจเช็กร่างกายอย่างละเอียด จนกระทั่งได้คำตอบว่า เธอเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะที่สาม “ตอนแรกเราไม่ได้ตกใจที่เป็นมะเร็ง เราตกใจกับคำที่ป๊าสวนไปว่า อยู่ได้นานแค่ไหนมากกว่า” เบลล์เล่าถึงคำพูดแรกของคุณพ่อที่รู้ว่าลูกสาวตัวเองเป็นมะเร็ง ก่อนผู้เป็นพ่อที่นั่งอยู่ข้างๆ จะเสริมว่า “เราก็ถามหมอว่าอยู่ได้นานแค่ไหน เขาบอกไม่เกิน 6 เดือน คือตอนได้ยินก็ไม่ได้หวังแล้ว แต่มันต้องเคลียร์ว่าภายใน 6 เดือนนี้ทำอะไรได้บ้าง จากนั้นเราก็เริ่มติดต่อคุณหมอที่เก่งในด้านนี้เพื่อหาทางรักษา”

3 ปีที่ผ่านมา ทำคีโมไปทั้งหมด 26 ครั้ง ฉายแสง 18 ครั้ง แอนติบอดี้ต่ออีก 16 ครั้ง ตอนนี้ให้แอนติบอดี้อยู่ เหมือนป้องกันไม่ให้มันกลับไปเป็นอีก เรียกว่าตอนนี้โลกสงบแล้ว

เธอเล่าถึงตอนแรกที่เริ่มรักษาว่า “รอบแรกเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ก็เริ่มรักษาคอร์สแรกคีโมไป 12 ครั้ง ระหว่างทำคีโมก็เรียนปริญญาโทไปด้วย และขอเขาสอบที่นี่ รอบที่สองเจอก้อนอะไรไม่รู้ 5 เซนฯ ไปอุดที่หัวใจล่างขวา ต้องผ่าตัดโดยด่วน หมอเขาส่ายหัวอย่างเดียวว่าเป็นไปไม่ได้ เขาบอกไม่มีทางรอด ปรากฏว่าเป็นก้อนมะเร็ง ที่ทั่วโลกพบเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อาจารย์หมอก็บอกว่าไม่เคยเจอมาก่อน หรือถ้ามีก็ไม่เคยมีใครรอดสักราย

คุณพ่อ ผู้อยู่เคียงข้างและคอยให้กำลังใจมาตลอดบอกว่า “หอมบอกตั้งแต่เป็นหมอมาจนจะเกษียณเขาเคยเจออยู่เคสนึง แล้วเคสนั้นก็ตาย ในเมืองนอกสูตรยาในการรักษาก็ไม่มี เราก็บอกอาจารย์ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นไม่ว่ากัน คือหลังชนฝาแล้ว เขาก็พ้นมา 6 เดือนแล้ว อยู่เกินวันนึงคือกำไรชีวิตของเขาแล้ว” คุณพ่อเล่า แต่ก็ไม่ใช่จะหมดหวังซะทีเดียว เพราะทีมแพทย์ก็ได้คิดค้นสูตรยาขึ้นมาใหม่ โดยเป็นการผสมผสานของตัวยาชนิดต่างๆ อย่างลงตัว และเริ่มทำการรักษาเบลล์จนอาการดีขึ้นในที่สุด

ดราม่าเวลาท้อ

หลังจากต่อสู้กับโรคร้ายมายาวนาน วันนึงเบลล์รู้สึกท้อจนไม่อยากจะอยู่เป็นภาระของคนอื่นอีกต่อไป “ผ่านไป 2 ปีกว่าที่รักษา เราก็ไม่รู้ว่ามันจะจบที่ตรงไหน ก็จะมีจุดนึงที่เรารู้สึกว่าเราพอละ ไม่อยากให้ที่บ้านเหนื่อย พี่น้องก็ต้องผลัดกันมาเฝ้า น้องบางคนต้องออกจากงานเพื่อมาเฝ้าเราโดยเฉพาะ ภาระค่าใช้จ่ายก็เริ่มสูงเรื่อยๆ เราเลยรู้สึกทรมานจิตใจ ก็บอกป๊าว่าปล่อยเราไปเถอะ ป๊าก็ไม่ฟังเดินออกไปเลย” เบลล์เล่า “ตอนนั้นเราเป็นสาวโสดแล้วก็ใช้ชีวิตคุ้มมาก ไม่เสียดายเลย คิดว่าไปก็ได้ แต่มันก็จะเป็นการเห็นแก่ตัวที่ทิ้งความรู้สึกนี้ให้คนข้างหลัง เหมือนเลี้ยงมาจนโตแล้วอยู่ดีๆ ก็ไปก่อน” สุดท้ายเธอก็คิดได้และไม่มีความรู้สึกอยากจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวอีก “กลัวป๊าหาว่าตายก่อนป๊า คือไม่ได้กลัวว่าเราจะไม่ได้ทำอะไร แต่กลัวว่าเราจะทำร้ายความรู้สึกของคนอื่น”

ผ่านมาได้เพราะมีป๊าสายแข็ง

สิ่งที่ทำให้เธอสู้ต่อคือกำลังใจจากครอบครัวและคนรอบข้าง โดยเฉพาะคุณพ่อ “ป๊าจะมาโรงพยาบาลตั้งแต่ตี 5 มาดูว่าเป็นยังไง กินข้าวรึยัง ตอนบ่ายๆ ก็แวะมาคุยกับหมอ อัพเดตอาการ ตอนเย็นๆ ก็มากินข้าวเป็นเพื่อน มีอยู่ครั้งนึงที่เบลล์เบื่อยามากๆ ป๊าก็พูดว่า ไม่กินก็ตายไป ซื้อมาให้ไม่กินก็แล้วแต่ คือมันทำให้เราได้สติว่าถ้าเราไม่กินแล้วใครจะกินแทนเรา เขาก็ทำหน้าที่ของเขาดีที่สุดแล้ว”