ประสบการณ์จริง เรียกรถพยาบาลยามอยู่เมืองนอก เมื่อสามีล้มหมดสติต่อหน้า

สติคือสิ่งที่สำคัญ อย่าปล่อยให้สติของเราหลุดในยามที่คับขัน เพราะมันคือนาทีชีวิต หญิงไทยไอแฮฟสติ เรียกรถพยาบาลยามอยู่เมืองนอก

คงไม่มีใครอยากให้คนในครอบครัวเจ็บป่วยแน่นอน แต่ก็เลือกไม่ได้เนอะ ดังเหตุไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นกับ คุณออย-อรวี ฮอดจ์ สาวคนนี้เรียนหนังสือ ใช้ชีวิตกับสามีและลูกอยู่ที่ออสเตรเลียมากว่าสิบปี ล่าสุดเธอต้องเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินมาช่วยสามีที่ล้มหมดสติเฉียบพลัน แม้จะเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่ด้วยสติและความรอบคอบ เธอก็ผ่านเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานมาได้ เป็นอุทาหรณ์ให้สาวๆ ทุกคนต้องเตรียมรับมือกับเรื่องแบบนี้กันอยู่เสมอนะจ๊ะ

ว่าด้วยเรื่องการเรียกใช้บริการรถพยาบาลฉุกเฉิน หรือ Ambulance ที่ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็คงไม่มีใครอยากกดโทรศัพท์เบอร์ด่วนกู้ชีพกันสักเท่าไหร่ ยิ่งอยู่เมืองนอกด้วยแล้วลืมไปเลย เพราะในอารามตกใจที่ขนาดภาษาพ่อภาษาแม่ยังอาจเรียบเรียงไม่ถูก นี่ต้องมาสนทนาศัพท์คนป่วยด้วยภาษาต่างด้าว ณ ต่างบ้านต่างเมือง โอ้ คุณขา อยากอัญเชิญอาจารย์อดัมมาประทับร่างในบัดดล

โดยคุณออยเล่าเหตุการณ์การเรียก Ambulance ณ แดนจิงโจ้ ที่เพิ่งประสบกับตัวมาสดๆ ร้อนๆ ว่า

เหตุเกิด ณ บ่ายวันอาทิตย์ที่อากาศดี๊ดี หลังจากไปคอฟฟี่เบรกยามบ่าย พอย่างเข้าประตูบ้านสามีก็บอกว่าปวดท้อง ขอไปเข้าห้องน้ำก่อน ไม่เกิน 5 นาที ผู้ชายร่างสูงใหญ่แข็งแรงที่พร้อมตั้งการ์ดเตะก้านคอพี่บัวขาวได้ทุกเมื่อ ล้มค่ะ ล้มไปต่อหน้าต่อตา พร้อมโอดโอยว่าปวดท้องหนักมาก ปัสสาวะเป็นเลือด! โมเมนต์นี้ลมแทบจับ เมื่อเช้ายังไปวาดลีลาชู้ตบาสได้อยู่เลย ตอนนี้ลงไปคลาน 4 ขาซะแล้ว

หลังจากกินยาแก้ปวดระดับเข้มข้นไปแล้วสักพักอาการไม่ดีขึ้น เริ่มเหงื่อออกผิดปกติ หน้าซีดไร้สีเลือด เอาไงดี เลยตัดสินใจยกหูโทรหา Ambulance ด้วยใจที่เต้นโครมครามลุ้นระทึกหลังจากสนทนาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าหน้าที่การแพทย์ปลายสายก็บอกว่าให้ดูอาการก่อนนะ ถ้าไม่ดีขึ้นให้หามไป ER (Emergency Room) หรือโทรหาหมอฉุกเฉินมาฉีดยาที่บ้าน

ครึ่งชั่วโมงถัดมา อาการจากที่ทรงเริ่มทรุด จะหามขึ้นรถ ยอดชายก็เดินไม่ได้เพราะปวดเกือบสลบ เลยโทรตามหมอมาที่บ้าน แต่คุณหมอไม่มีมอร์ฟีนมาฉีดสกัดความปวดค่ะ! (ไม่รู้จะเรียกมาทำไมเนี่ย) ว่าแล้วก็โทรตามรถพยาบาลเป็นรอบที่ 2 บอกเจ้าหน้าที่ว่าไม่ไหวแล้วจ้า ปวดจนสติใกล้หลุดแล้ว หลังจากสนทนาจนได้บทสรุปว่า Ambulance ต้องมาแล้ว เพราะหากว่าปวดมาก ความดันจะขึ้นสูงปรี๊ดๆ และจะช็อกเอาได้ง่ายๆ

อยากบอกว่าคนโทรตามรถพยาบาลตอนนี้อยากจะช็อกแทน ลุ้นมาก เหนื่อยมาก และกังวลมาก ตัดบทหลังจากรอเบ็ดเสร็จไป 45 นาทีจนไปถึง ER เจ้าหน้าที่รถพยาบาลมาถามว่ามีประกันมั้ย หรือเป็นสมาชิก Ambulance หรือเปล่า ดีนะที่คิดการณ์ไกลสมัครสมาชิกรถพยาบาลไว้เผื่อฉุกเฉินมาหลายปีแล้ว แต่ไม่เคยได้ใช้บริการ ซึ่งนับว่าคุ้มมาก เพราะไม่งั้นวันนี้อาจโดนฟันไปครึ่งพัน (ดอลลาร์) อย่างต่ำๆ หลังจากให้เบอร์สมาชิกเจ้าหน้าที่ไปแล้ว ก็มานั่งรอค่ะ รอไปเรื่อยๆ พยาบาลก็ไม่เห็นมาบอกอะไร เลยตัดสินใจเดินไปถามพยาบาลหน้าเคาน์เตอร์ นางก็ตอบกลับมาอย่างราบเรียบว่าคงต้องรออีกสัก 2-3 ชั่วโมงถึงจะตอบเธอได้นะ เราต้องดูอาการและผลตรวจต่างๆ เธอกลับบ้านไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวมีอะไรทางเราจะโทรไปบอกเธอเอง ฟังแล้วอยากถามกลับไปมากว่า ทำไมเพิ่งมาบอกคะคุณ สรุปเลยกลับมานอนดูซีรี่ส์รอที่บ้านจนหลับไปนั่นแหละค่ะ หลับจนเสียงโทรศัพท์ดังตอนเกือบตี 2 โรงพยาบาลโทรมาบอกว่า ให้มารับสามีกลับบ้านได้ พ้นขีดอันตรายแล้ว นิ่วในไตมันหลุดออกมาหมดแล้ว ผลตรวจทุกสิ่งโอ.เค. แล้ว

จากเหตุการณ์ข้างต้น ขอบอกเลยว่าคุณต้องมี “สติ” เพราะวินาทีที่คนใกล้ตัวของคุณเขาฟุบหรือใกล้ฟุบแบบอาการร่อแร่ที่คุณเองก็ไม่รู้ว่าจะปฐมพยาบาลด้วยวิธีไหน สิ่งแรกที่ควรนึกถึงคือ Ambulance ฉะนั้นทุกครั้งที่คุณเดินทาง เบอร์ฉุกเฉินของประเทศที่คุณกำลังจะไปอยู่และไปเยือนนั้นสำคัญมาก พกติดตัว ติดประตูตู้เย็นไว้ได้เลย

และขั้นตอนต่อไปนี้เป็น 5 สิ่งควรรู้สำหรับการเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินในต่างแดน

เมื่อไหร่ถึงควรเรียก?

เมื่อคนป่วยมีอาการชัก หายใจติดขัด หมดสติหรือกำลังจะหมดสติ ทรงตัวไม่ได้ หรืออยู่ในอาการใดๆ ที่เกินความสามารถของคุณจะเยียวยาหรือสมองสั่งการคุณว่าต้องเรียกรถพยาบาล!

การสนทนากับเจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน

โดยส่วนใหญ่แล้วเบอร์ฉุกเฉินมักจะเป็นเบอร์รวมของตำรวจ รถดับเพลิง และรถพยาบาล (เพราะมันล้วนแล้วแต่เป็นเหตุด่วนทั้งสิ้น) เมื่อปลายสายรับ เขาจะถามคุณว่าโทรมาด้วยเหตุใด ขอให้ตั้งใจฟังดีๆ จะได้ตอบเขาถูกว่าโทรหารถพยาบาลนะจ๊ะ จากนั้นเขาจะถามที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และชื่อ ฉะนั้นอีกสิ่งที่สำคัญคือ ข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้ที่ปกติเราไม่มีทางลืม แต่ยามตกใจอาจลืมขึ้นมาก็ได้ คำแนะนำของเราคือ คุณควรมีข้อมูลชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ วันเดือนปีเกิดของคุณและสมาชิกในบ้านเขียนควบคู่กับเบอร์ฉุกเฉินเขียนติดไว้ที่ฝาบ้านหรือประตูตู้เย็น เขาถามมาปุ๊บ คุณก็อ่านโพยกู้ชีพตอบได้ทันทีไม่ต้องเสียเวลานึก อย่าลืมว่ายามฉุกเฉินเป็น-ตายนั้น วินาทีเดียวก็มีค่า!

การปฐมพยาบาลพื้นฐานที่ต้องทำเป็น

การปฐมพยาบาลที่ว่านี้ คือ CPR – Cardiopulmonary Resuscitation พูดง่ายๆ ก็คือ การปั๊มหัวใจ เป่าปาก เป่าจมูก ในกรณีที่ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นก่อนรถพยาบาลจะมาถึง เพราะระยะเวลาการรอรถพยาบาลมานั้นเฉลี่ยราว 15-45 นาที (อาจเร็วหรือช้ากว่าเวลานี้) ซึ่งในยามหน้าสิ่วหน้าขวานที่ผู้ป่วยแน่นิ่งก่อนหมอมา คุณนี่แหละจะต้องเป็นพยาบาลจำเป็นกู้ลมหายใจของเขาและเธอกลับมาอย่างด่วน

สติมา-ปัญญาเกิด

ในยามวิกฤตเช่นนี้ สติสำคัญมาก สำคัญตั้งแต่วิจารณญาณว่าควรเรียก Ambulance ดีมั้ย คุยกับเจ้าหน้าที่อย่างไร ไปจนคนป่วยถึงมือหมอนั่นแหละ หากคุณสติแตก ขอให้เรียกสติกลับมาโดยไว สูดลมหายใจลึกๆ ยาวๆ นับ 1-10 พอคุณเริ่มสงบลงมาสักนิด กระบวนการคิดของคุณจะทำงานดีขึ้น เพราะหากสติไม่มี โทรไปหน่วยฉุกเฉิน คุณก็คงได้แต่อึ้งกิมกี่หรือร้องไห้โวยวาย พูดภาษามนุษย์ไม่รู้เรื่อง เสียเวลามากค่ะ อ้อ แล้วอย่ามัวแต่อัพโซเชียลก่อนเรียกรถพยาบาล คนที่คุณรักสำคัญกว่าเพื่อนไซเบอร์นะคะ และในกรณีที่ต้องตามญาติผู้ป่วย กรุณา “โทร” หา (ถ้ามีเบอร์) มิใช่แค่ไลน์ไปแจ้งข่าว

ประวัติการรักษาและหยูกยาที่ใช้ประจำ

เมื่อโทรเรียก Ambulance เสร็จสรรพและคนป่วยข้างกายยังหายใจได้ ชีพจรยังเต้นอยู่ ไม่ชัก คุณต้องรู้ว่าเขาหรือเธอแพ้ยาอะไร มีโรคประจำตัวมั้ย เคยผ่าตัดอะไรมาบ้าง ขอให้เขียนลงกระดาษเพื่อยื่นให้เจ้าหน้าที่พยาบาลเมื่อเขามาถึง ยาประจำตัวที่ใช้ทุกวัน ขอให้โกยมารวมกันไว้เพื่อโชว์เจ้าหน้าที่ให้หมด อันนี้สำคัญมาก เพราะหากมีโรคประจำตัว มีอาการแพ้ยา เจ้าหน้าที่เขาจะได้หาวิธีช่วยที่เหมาะสมที่สุด
นอกจาก 5 ข้อหลักที่กล่าวไปแล้ว อยากขอแนะนำให้คุณซื้อประกันสุขภาพหรือเป็นสมาชิกหน่วยพยาบาลฉุกเฉินเมื่อคุณย้ายสำมะโนครัวหรือแม้จะแค่ไปเที่ยวชิลล์ๆ ที่ต่างประเทศก็ตาม เพราะบริการ Ambulance นี้ไม่ฟรี และแพงบาดใจมาก นี่ยังไม่นับรวมค่าหมอ ค่าห้อง ค่ายา และค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลอีกจิปาถะ ค่าหมอเมืองไทยเป็นเงินบาท เรายังบ่น นี่ค่าหมอเมืองนอกคูณอัตราแลกเปลี่ยนไปซิคะ สองสามเท่าอย่างต่ำของเมืองไทย ซื้อประกันไว้เถอะอุ่นใจ คิดซะว่าซื้อความสบายใจนะคุณ

บริการรถพยาบาลฉุกเฉินของเมืองนอกและเมืองไทยต่างกันมั้ย? บอกเลยว่าต่างค่ะ

อย่างแรก เมืองไทย “รถติดเกือบ 24 ชั่วโมง” แถมคนขับรถในบ้านเราส่วนใหญ่ไม่รู้จักการหลีกทางให้รถพยาบาล ที่เมืองนอกในแถบยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายนี่บอกได้เลยว่าเมื่อเสียงไซเรนมา คุณจะเห็นภาพทะเลรถแหวกกันได้ทุกทิศทาง ต่อให้ต้องปีนฟุตปาธถนน เขาก็จะพร้อมใจกันปีนเพื่อเปิดช่องทางให้รถพยาบาลไปก่อน

อย่างที่สอง ที่เมืองไทย คุณจะมี “ตัวเลือกของป่อเต็กตึ๊ง” อ่านไม่ผิดค่ะ ไม่ต้องตายแค่เหตุด่วนเหตุร้าย ต้องการรถไปส่งโรงพยาบาลฉุกเฉิน คุณก็เรียกบริการพี่เขาได้

อย่างที่สาม เรียกรถพยาบาลเมืองนอก ญาติตามไปทีหลังได้ถ้ามิใช่ขั้นเสี่ยงความตาย เพราะพอไปถึงหมอจะไล่ให้ไปรอด้านนอกอยู่ดี บางทีไล่กลับบ้าน เดี๋ยวมีอะไรโทรตามเอง เรื่องเงินไว้ทีหลัง เขาส่งบิลไปที่บ้านได้ค่ะ แต่ที่เมืองไทย ญาติต้องตามไปประชิดติดเตียงหรือไปด่วนที่สุด เพื่อไปให้ข้อมูลและไปจ่ายเงิน

อย่างที่สี่ เมื่ออาการพ้นขีดอันตรายแล้ว ที่เมืองนอกส่วนใหญ่เขาจะให้กลับบ้านเลย ไม่ต้องมานอนค้างโรงพยาบาล เก็บเตียงไว้ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินรายอื่นๆ บ้าง ส่วนที่เมืองไทย ถ้าคุณมีประกันจ่ายหรือมีกำลังทรัพย์จ่ายได้ ประจวบกับมีห้องว่าง คุณก็สามารถขอค้างคืนได้เพื่อความสบายใจที่แลกมาด้วยการจ่ายค่าห้องพักไม่ต่างจากโรงแรม หากจะให้เทียบระหว่างบริการเรียกใช้รถพยาบาลฉุกเฉินของเมืองไทยและเมืองนอก สิ่งที่เหมือนกันแน่ๆ คือคุณต้อง “มีสติ” และ “ควรทำ CPR เป็น” รายละเอียดปลีกย่อยที่เหลือมันก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อยที่ถัวๆ กันไป ไม่มีอะไรแย่กว่าสุดๆ หรือดีกว่าสุดๆ

ด้วยรักและห่วงใยค่ะ ….. Orawee Hodge