เมื่อสามีหอบลูกหนีข้ามประเทศ โดยไม่ให้เจอลูกเลยตลอด 12 ปี

เรื่องจริงของสาวไทยที่ต้องต่อสู้เพื่อลูกชายตัวเอง เมื่อสามีหอบลูกหนีข้ามประเทศ มิหนำซ้ำยังไม่ยอมให้เธอเจอลูกเลยตลอด 12 ปี

“ถึงรู้ทั้งรู้ว่าในศาลเราไม่มีทางชนะแน่ๆ เชื่อมั้ยว่าไม่มีวันไหนที่พี่จะท้อหรือยอมแพ้ เพราะไม่เช่นนั้นในอนาคตเราจะตอบลูกไม่ได้ว่า ทำไมแม่ยอมพ่อง่ายๆ แม่ไม่ต่อสู้เพื่อหนูเลยเหรอ”

เรื่องของความรักเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวมหากาพย์ที่ไม่ว่าจะพูดถึงกันมานานกี่ร้อยกี่พันหลายศตวรรษก็ดูเหมือนจะไม่มีวันมองเห็นตอนจบลงได้ เรื่องราวของสุภาพสตรีท่านนี้เองก็เช่นกัน มีสื่อทั้งไทยและต่างประเทศหลายแห่งให้ความสนใจและยื่นเรื่องติดต่อขอสัมภาษณ์เธอถึงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่ก็ได้รับการปฏิเสธมาโดยตลอด จนกระทั่งวันนี้ Lisa ได้รับเกียรตินั้นจากเธอ โดยเราขออนุญาตสงวนชื่อ-นามสกุลจริง และชื่อประเทศของอดีตสามีของเธอไว้ เพื่อมิให้กระทบต่อกระบวนการทางศาล…อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่าเรื่องราวเกี่ยวกับความรักทำไมถึงมีเรื่องของกระบวนการยุติธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง และทำไมเราถึงใช้คำว่า ‘อดีตสามี’ โดยคุณแอล (ตั้งแต่นี้จะขอเรียกผู้เล่าโดยใช้นามสมมตินี้) ได้เริ่มต้นเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า

“หากจะเล่าก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อตอนที่พบกับอดีตสามีครั้งแรก เขาเป็นชาวต่างชาติจากประเทศทางแถบยุโรป ตอนนั้นประมาณปี 2002 เขาเดินทางมาศึกษางานกับเพื่อนที่จังหวัดเชียงใหม่ พอหมดทริปดูงานทั้งคู่ก็อยากอยู่ต่อเพื่อหาประสบการณ์ เลยทำเรื่องขอมาศึกษางานที่บริษัทที่พี่ทำงานอยู่ ซึ่งเจ้าของบริษัทก็อนุญาต แต่ด้วยความที่เป็นบริษัทไทยเลยไม่ค่อยมีใครพูดภาษาอังกฤษได้ พี่พอพูดได้บ้างก็เลยเหมือนรับหน้าที่เป็นล่ามให้ บอกตามตรงเลยว่าตอนนั้นไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษใดๆ กับเขาเลย

จนกระทั่งเขาเรียนจะจบปี 5 ก็เลือกมาทำวิทยานิพนธ์ที่ประเทศไทย คราวนี้มาแค่คนเดียวและพักอยู่บ้านใกล้ๆ บริษัท และพี่ก็ให้ความช่วยเหลือเป็นล่ามให้ในช่วงที่เขาต้องเก็บข้อมูลต่างๆ ค่อนข้างเยอะ จนตอนที่เขาใกล้จะกลับประเทศเรามีนัดกับกลุ่มเพื่อนๆ ขับรถไปเที่ยวหัวหินกัน โดยมีเพื่อนพี่ล่วงหน้าไปก่อนคันหนึ่ง ส่วนพี่กับเขาขับตามไปทีหลัง แต่กลายเป็นว่าเพื่อนกลับขับไปถึงภูเก็ตแล้ว พี่เลยเที่ยวกันแค่สองคน ช่วงนั้นเองที่เขาเริ่มสารภาพว่าชอบ พี่ก็เลยเริ่มมองเขาในมุมอื่นที่ไม่ใช่แค่น้องฝึกงาน ซึ่งการคบกันของเรานั้นทั้งหมดคุณพ่อคุณแม่และเพื่อนๆ พี่รับรู้ จนได้คบหาและแต่งงานกัน

“จุดแตกหักจริงๆ เกิดตอนที่เราพาลูกไปฉลองคริสต์มาสที่บ้านเขา แล้วจู่ๆ ทางอดีตสามีก็ยืนกรานไม่ยอมกลับเมืองไทย ถึงขั้นเอาพาสปอร์ตพี่กับลูกไปซ่อนและโทรไปลาออกจากงานที่เมืองไทย เอาแล้วสิ ไหนจะบ้านที่ยังต้องผ่อน บริษัทที่เพิ่งจดทะเบียนเปิดไป แล้ววีซ่าที่ขอก็กำลังจะหมด พี่เลยต่อรองขอกลับมาคนเดียวก่อนเพื่อเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อย ตอนนั้นก็พยายามโน้มน้าวให้เขากลับมาเมืองไทย โดยให้เหตุผลว่าอยากให้เขากลับมาช่วยกันจัดการเรื่องของบริษัท ประจวบกับมีงานใหญ่ค่าตอบแทนดีเข้ามาก็ชวนเขากลับมาทำด้วยกัน

แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่ยอมกลับ เวลาโทรไปก็ทะเลาะกัน ตะโกนใส่กัน ยื้อกันไปมา ไม่มีใครยอมใครแบบนี้ตั้งแต่กลับจากไปฉลองคริสต์มาส จนกระทั่งเดือนพฤษภาคมปี 2005 ก็ตัดสินใจคุยกับทนายเรื่องขอหย่าและขอสิทธิ์การเลี้ยงดูลูก แต่ระหว่างนั้นพี่ไม่ได้เจอลูกอีกเลย เพราะอดีตสามีและครอบครัวเขาไม่ยอมให้เราเจอ โทรไปพอรู้ว่าปลายสายเป็นพี่ก็ตัดสายทันที มาทราบทีหลังว่าเขากลัวเราจะไปลักพาตัวลูกคืน”


แต่การจะได้ลูกน้อยกลับมานั้นไม่ได้ราบรื่นและง่ายดายอย่างที่คิด เพราะคุณแอลต้องเผชิญกับความต่างทางวัฒนธรรม ขั้นตอนการดำเนินการของศาล ไปจนถึงอคติของคนในประเทศนั้นที่มีต่อสาวไทย “พี่ทำทุกวิถีทาง ตั้งแต่การติดต่อไปทางสถานฑูตไทยในประเทศนั้น พอไม่ได้เรื่องก็ติดต่อกงสุลของประเทศนั้นในไทยช่วยอธิบายและให้ข้อมูล ซึ่งระหว่างดำเนินการฟ้องร้องอยู่นั้น พี่ต้องไปเรียนภาษาประเทศเขาเพิ่มเพื่อจะได้ต่อสู้ในศาลกับเขาได้บ้าง และต้องบินไปมาระหว่างไทย-ยุโรป พร้อมทั้งทำงานไปด้วยเพื่อให้มีรายได้มาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ต้องบอกก่อนว่าสมัยนั้นไม่มีโปรโมชั่นตั๋วราคาประหยัดเหมือนอย่างทุกวันนี้ ราคาแบบประหยัดสุดๆ ที่ทำได้คือประมาณ 60,000-70,000/ทริป เรียกว่าทำงานมาได้เท่าไรก็ถมลงไปกับการฟ้องร้องและค่าเดินทางหมด”

ถึงแม้จดทะเบียนถูกต้องกับอดีตสามีก็ตาม แต่ความที่คุณแอลไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนั้น บวกกับการที่ลูกน้อยห่างอกไปนานจนกลายเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายนำมาเป็นข้อได้เปรียบ “ลูกอยู่กับเขามาตั้งแต่ 8 เดือนจนกระทั่งขวบกว่า เลยกลายเป็นศาลเห็นว่าลูกอยู่กับทางฝั่งพ่อได้โดยไม่จำเป็นต้องมีแม่แล้ว ยิ่งเมื่อเทียบสวัสดิการของสองประเทศด้วยแล้ว พี่ยิ่งไปแข่งกับอดีตสามีไม่ได้เลย แต่ถึงรู้ทั้งรู้ว่าไม่มีทางชนะแน่ๆ เชื่อมั้ยว่าไม่มีวันไหนที่พี่จะท้อหรือยอมแพ้ เพราะไม่เช่นนั้นในอนาคตเราจะตอบลูกไม่ได้ว่า ทำไมแม่ยอมพ่อง่ายๆ แม่ไม่ต่อสู้เพื่อหนูเลยเหรอ แม่ไม่อยากได้หนูไปเลี้ยงเหรอ”

คุณแอลต่อสู้และทำตามขั้นตอนต่างๆ ที่ทางศาลกำหนดนานเป็นเวลาสองปี จนศาลอนุญาตให้พบลูกได้ 1-2 ชั่วโมง โดยมีนักจิตวิทยาคอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ “จำได้เลยว่าตอนนั้นนั่งไม่ติดเลย ผุดลุกขึ้นไปดูหน้าประตูตลอดจนกระทั่งเห็นปู่เขาอุ้มลงมาจากรถ เห็นครั้งแรกก็รู้เลยว่านี่ลูกเราแน่ๆ ผมดำแบบนี้ แต่ลูกพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย พูดได้แต่ภาษาของประเทศพ่อเขา พี่ก็พยายามสื่อสารเท่าที่ทำได้ ครั้งหนึ่งพี่เคยจะยกมือถือขึ้นเพื่อถ่ายภาพลูก แต่น้องอดีตสามีก็ปรี่มาห้ามและโวยวายใส่ พี่ก็เลยยอมไม่ถ่ายเพราะเสียเวลาอยู่กับลูก ซึ่งหลังจากได้เจอลูกประมาณ 3 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ชั่วโมง ศาลก็ตัดสินให้เรามาพบลูกได้อีกตอนเขาอายุ 3 ขวบครึ่ง คืออีกหกเดือนต่อไป แต่ตอนที่ลูกเดินเข้ามาเกาะเราจากข้างหลังแล้วบอกว่าคิดถึงแม่นี่ โอ๊ย ใจจะขาด”

แต่การเจอกันระหว่างแม่กับลูกก็ต้องมาสิ้นสุดลงเมื่อตอนที่คุณแอลเดินทางไปเพื่อพบลูกเป็นครั้งที่สาม…อดีตสามีของเธอพาลูกเดินทางออกนอกประเทศไปโดยที่ไม่ว่าศาลหรือทนายคนใดก็ไม่อาจช่วยเธอได้ “กลายเป็นว่าพี่ต้องเริ่มต้นทุกอย่างใหม่หมด ซึ่งพี่ก็ไม่ท้อ… สืบหาไปเรื่อยๆ ว่าเขาไปอยู่ที่ไหน จนกระทั่งเจอตัวอดีตสามีและลูก ตอนนั้นลูกอายุได้ 8 ขวบแล้ว และลูกก็ปฏิเสธที่จะเจอ

พี่ไม่โกรธลูกเลย เพราะรู้ว่าทุกอย่างเกิดจากการที่พ่อเขาให้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับแม่ไว้ไม่ดี แม่เป็นคนทำลายความสุขของเขา เขาเกลียดแม่ ครั้งหนึ่งนักจิตวิทยาเด็กเคยให้ลองวาดรูปแม่ในความคิด เขาวาดเป็นรูปตัวเองเอาปืนมายิงแม่ให้แม่ตาย แม่ทำให้เขาฝันร้ายทุกคืน แต่ศาลก็มีคำสั่งให้ทางอดีตสามีเขียนอธิบายพัฒนาการต่างๆ ของลูกพร้อมภาพประกอบทุกๆ 6 เดือนส่งมาให้ และให้เราติดต่อลูกได้เฉพาะในวันเกิดเขาและวันคริสต์มาส จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2015 ทางพ่อเขาตัดขาดการติดต่อ ไม่ส่งจดหมายเล่าความเป็นไปลูก โทรหาลูกก็ไม่รับสาย พอติดต่อกลับไปยังทนายความก็ได้รับการตอบกลับว่าปิดคดีไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้”


ว่ากันว่าที่ปลายอุโมงค์มีแสงสว่าง แสงสว่างนั้นเริ่มส่องมาให้คุณแอลได้เห็นในวันเกิดของลูกชายปี 2016 ถึงแม้จะเป็นการโทรมาเพื่อตัดพ้อที่ไม่ได้รับของขวัญวันเกิดจากแม่ (เพราะไม่ทราบที่อยู่ปัจจุบัน) แต่ก็ทำให้คุณแอลสัมผัสได้ว่าลูกคิดถึงเธอ จากนั้นก็เริ่มมีการติดต่อมาจากลูกชายอีกครั้งในช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมา

“ตอนนั้นพยายามติดต่อไปเรื่อยๆ กระทั่งมีเบอร์โทรศัพท์เบอร์เดิมขึ้นเตือนเป็น Miss Called 4-5 ครั้ง พอโทรกลับไปก็ได้ยินเสียงคนพูดภาษาอะไรไม่รู้ แต่มีชื่อลูกขึ้นมา เราก็พยายามถามว่าคุณพูดภาษาอังกฤษได้มั้ย อีกฝั่งก็ไม่ยอมหยุดพูดนะ ยังคงพูดต่อไปแล้วจบด้วย Merry Christmas แล้วก็เซย์ไฮ

พอวางสายไปถึงเพิ่งมาเห็นว่าบรรดาสาย Miss Called มีเบอร์ลูกเรา 42 สายภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง พอโทรกลับไปก็เป็นระบบฝากข้อความ พี่เลยส่งข้อความกลับไปว่า ‘แม่ไม่รู้ว่าเป็นลูกโทรมา ขอบคุณมาก ลูกทำให้แม่มีความสุขมาก แม่รักลูก’ ก็คิดว่าเขาน่าจะได้รับนะ ซึ่งครั้งนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ลูกเป็นฝ่ายติดต่อมาเอง ทำให้พี่นึกถึงสิ่งที่ทั้งพ่อแม่ เพื่อน และนักจิตวิทยาเคยบอกไว้ว่า ‘วันหนึ่งลูกจะกลับมาหา’

ทางผู้คนในยุโรปที่สนิทกันก็บอกมาว่าให้พี่รอสัก 2-3 ปี เวลานั้นเขาจะเริ่มคิดได้และเป็นตัวของตัวเอง เมื่อถึงเวลานั้นลูกจะเห็นทุกอย่างว่านี่คือสิ่งที่แม่ทำ เขาจะได้รู้ว่าแม่ไม่เคยลืม ไม่เคยทิ้ง ไม่เคยหยุดที่จะตามหา ไม่เคยหยุดที่อยากจะเจอเขา โทรศัพท์พี่ก็ใช้เบอร์เดิม ที่อยู่ก็เป็นที่เดิมไม่เคยเปลี่ยน ถ้าเขาอยากติดต่ออยากมาหาก็จะได้เจอแม่แน่นอน”

ทุกวันนี้เรื่องราวการตามเชื่อมต่อสายสัมพันธ์ของคุณแอลยังคงเดินทางต่อไป และสิ่งที่ทำให้เธอสามารถต่อสู้มาได้จนถึงทุกวันนี้คือ กำลังใจกับความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง และหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนา แม้การสนทนาระหว่างเราและคุณแอลจะจบลงไปแล้ว แต่ในใจเราก็แอบช่วยภาวนาให้ความรักระหว่างแม่กับลูกได้บรรจบมาพบกันในวันหนึ่ง…