เชฟแมค อนุชา พัฒนาศิริรักษ์ กับแพชชั่นที่มาจากอินเนอร์

เดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกแล้วที่เรียนจบมาทำงานไม่ตรงสาย เชฟแมค อนุชา พัฒนาศิริรักษ์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่เรื่องราวของเค้ามีอะไรที่ลึกและดึงดูดมากขึ้นไปอีก

เชฟแมค อนุชา พัฒนาศิริรักษ์

สารภาพตรงเลยว่าครั้งแรกที่เห็นหนุ่มคนนี้ เราเผลอคิดว่าเค้าเป็นหนุ่มนักศึกษาจบใหม่ ด้วยการแต่งกาย และรอยยิ้มสดใส แต่ดีที่แอบรู้มาก่อนว่า เชฟแมค อนุชา พัฒนาศิริรักษ์ อายุเลข 3 นำหน้าแล้วนาจาา แถมยังเป็น Retail Business Promotion (เจ้าหน้าที่ส่งเสริมธุรกิจค้าปลีก) ของร้านอาหารดอยคำ ที่รับผิดชอบทั้งการเป็น Head Chef และดูแลจัดการร้านอีก

จากกราฟิกดีไซน์มาสู่เชฟ และกลายมาเป็นผู้ดูแลร้านอาหารดอยคำ

แมคเรียนจบมหาวิทยาลัยรังสิต คณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกออกแบบ เรียนเกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เชฟแมคเล่าด้วยรอยยิ้ม พอจบมาก็มาเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ แต่ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยคลิกกับสิ่งที่เราต้องการ ก็เลยลองหาสิ่งที่ชอบอีกอย่าง ซึ่งเจอว่าเป็นอาหาร ก็เลยลองทดสอบตัวเองด้วยการไปฝึกทำงานในร้านอาหาร 1 ปี สุดท้ายจบลงตรงที่ว่า… เออเราอยู่กับมันได้ ก็เลยมาสายอาหาร หลังจากนั้นก็เลยไปเรียนเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เริ่มจากระดับศูนย์จนตอนนี้ก็มาค่อนข้างไกลมากแล้วครับ ทำมาเรื่อยๆ พัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ

เป็นตั้งแต่คนคิดค้นเมนู ไปจนถึงการดูแลพนักงาน

สำหรับการทำงานที่ดอยคำ เชฟแมคก็ได้คิดค้นเมนูอาหาร ออกแบบหน้าตาอาหาร ไปจนถึงการคิดราคาต้นทุน จัดการวัตถุดิบ และสอนเด็กหรือน้องๆ ที่เค้าอยู่ในร้านให้มีทักษะ มีสกิลในการทำอาหารได้มากขึ้นเพื่อสร้างมาตรฐานในร้าน สำหรับความกดดันของงานนี้อยู่ที่การเซอร์วิสลูกค้า เนื่องจากพนักงานมีจำกัด ถ้าลูกค้ามาพร้อมกันเยอะๆ ต้องจัดการให้อาหารออกมาให้เร็วที่สุด และรสชาติก็ต้องคงที่

เชฟแมค
อาหารฝีมือเชฟแมค
มีความอาร์ต

กว่าจะพบว่า “อาหาร” คือสิ่งที่ตัวเองรัก

จริงๆ แมคชอบอาหารตั้งแต่เด็กแล้วแต่ไม่รู้ตัวเอง คือเห็นที่บ้าน เห็นยาย เห็นแม่ทำอาหารอร่อย ใครๆ ก็ทำอาหารได้ แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่ามันคืออาชีพ จนหลังจากที่เราโยกย้ายงานนี่แหละ เลยค้นหาตัวเองว่าอะไรเหมาะกับเรา ซึ่งมีอาหารเป็น 1 ในชอยส์ ก็เลยลองมาฝึกดู

ขนาดเจอสิ่งที่รักแล้ว เส้นทางก็ไม่ได้ราบรื่นไปซะหมด

งานครัวเป็นงานที่เหนื่อยมากครับ แมคเคยทำงานครัวในโรงแรมมาก่อน เข้างานเที่ยงถึงประมาณตีหนึ่งตีสอง บางวัน 12 ชั่วโมง ไม่ได้นั่งเลยก็มี เข้ามาทำงานโรงแรมเลยอาทิตย์แรกนี้แย่เลย ขานี่ล้าเลยล่ะ แบบไม่มีแรงเลย

ถึงเหนื่อยแต่ก็มีเป้าหมาย

ตอนนี้แมคกำลังเริ่มธุรกิจของตัวเองด้วย แมคกำลังทำน้ำสต็อกครับ เชฟหนุ่มเล่าด้วยท่าทางกระตือรือร้น คือเป็นการช่วยลดเวลาของคนทำอาหารเองที่บ้าน เพราะบางทีการทำน้ำสต็อกเนี่ยใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมงถ้าเป็นเนื้อ ซึ่งน้ำสต็อกของเรา ไม่ต้องกลัวว่าจะใส่สารปรุงแต่งใดๆ ผงชูรสก็ไม่ใส่ ดีต่อสุขภาพแน่ๆ เพราะเป็นรสอูมามิจากธรรมชาติ

ตอนนี้ก็เริ่มไปแล้ว กำลังทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างให้ได้เร็วที่สุดครับ หลังจากทำน้ำสต็อก แล้วก็จะไปทำสเต็ก อาจจะทำเป็นแบบสำเร็จรูป มีทั้งเนื้อและซอส สำหรับกินได้ 1 มื้อ

เชฟแมะ

เพราะรักก็เลยทำต่อจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

เวลาว่างเมคชอบหาประสบการณ์ใหม่ๆ ครับ ไปร้านอาหาร ไปดูหนังสือ ไปชิมอาหาร ค้นหาเมนูใหม่ๆ ลองเอาหมูมากินกับแตงกวาว่ามันจะเข้ากันได้ยังไง เอามาปรับใช้ หาเทคนิคต่างๆ นี่เป็นวิธีรีแลกซ์ของแมคครับ ให้เวลาตัวเองบ้าง ให้เวลากับครอบครัวบ้าง

ไม่เสียใจเลยที่จบมาแล้วไม่ตรงสาย

ตอนแรกคิดนะว่าเราเรียนออกแบบมาแล้วมาทำอาหาร  ทำให้รู้สึกว่ามาคนละสายเลย แต่จริงๆ แล้วมันเชื่อมโยงกันอยู่ เพราะตอนนี้อาหารมันเป็นเรื่องแฟชั่นด้วย แฟชั่นไม่ได้หมายถึงเสื้อผ้าอย่างเดียวแล้ว อาหารก็เป็นแฟชั่น อย่างเด็กที่เรียนเรื่องของอาหารในมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็เริ่มมีสอนเรื่องของการจัดจาน เรื่องของทฤษฏีสี เรื่องของโพซิชั่นต่างๆ คือเราเรียนด้านนี้มาแล้วก็เลยไม่จำเป็นต้องไปเรียนต่อครับ