วิธีแก้ อาการ ‘ชักสีหน้า’ โดยไม่รู้ตัว

สาวๆ รู้ไหมว่า หน้าเหวี่ยง หน้าวีน หน้ารับแขก แต่ละการแสดงออกบนสีหน้าสามารถสะท้อนสิ่งที่อยู่ในใจได้  ที่เขาบอกว่า รู้หน้า ไม่รู้ใจ อันนี้ไม่จริงนะจ๊ะ

เราเคยลองนึกดูกันบ้างมั้ยว่าในเเต่ละวันนั้นตั้งเเต่ตื่นมาตอนเช้า จนถึงเข้านอนกลางคืน เรามีอารมณ์เเละความรู้สึกมากมายอย่างไรกันบ้าง? ทุกคนมีนิสัยที่ดีเเละก็ไม่ดี เเต่อะไรคือจุดชี้วัดหรือตัวกําหนดนั้น? เพราะทุกวันในการใช้ชีวิตของเราเปรียบเสมือนบทละครที่เราเขียนขึ้นมาเเละตัวเราเองนั้นคือผู้เเสดง ในบางวันเราอาจจะเเสดงได้ดีเยี่ยมเหมือนนักเเสดงได้รับรางวัล Oscar Awards เลยก็ได้ เเละบางวันอาจจะเป็นวันที่ไม่อยากจดจํา นั่นก็เพราะเราสามารถรับรู้อารมณ์ต่างต่างเเละควบคุมสติให้ได้ทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เริ่มต้นด้วยเเค่การวางหน้าหรือการปั้นหน้าของเรานั่นเองค่ะ

ประโยคที่ว่า “ตอนคบกับเเรกเเรกเขาคนนั้นไม่เห็นเป็นเเบบนี้, เขาเปลี่ยนไป” หรือ “ไม่น่ารับคนนี้มาทำงานเลย รู้อย่างนี้ไม่รับเสียดีกว่า” เล็กเชื่อว่าเราคงได้ยินกันมาบ่อยมากจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสังคม ณ ปัจจุบัน การที่เราคิดว่าเขาเปลี่ยนไปนั้นจริงเเล้วไม่ได้เปลี่ยนไปจากวันเเรกที่พบกันเเต่เป็นเพราะเราได้ค้นพบนิสัยที่อยู่เบื่องลึกของเขาต่างหาก เเต่เเล้วเราจะรู้ได้อย่างไร มาฝึกสังเกตเชิงจิตวิทยากันค่ะ

ทฤษฎีดูใบหน้าตัวเอง

นักจิตวิทยาเเละวิทยาศาสตร์ได้มีการทําการวิจัยใว้ว่า ใบหน้าของคนเรานั้นบ่งบอกถึงความคิด ความรู้สึกที่อยู่ภายใน เเสดงออกมาสู่โลกภายนอก ซึ่งเเบ่งออกมาได้เป็นการเเสดงออก 3 ใบหน้าหลักหลักนั้นก็คือ

1. Social Default 

หน้าที่เเสดงอยู่ทุกวันเป็นปกติอัตโนมัติตามนิสัยของเรา เช่น ถ้าเราเป็นคนเปิดเผย ร่าเริง เเจ่มใส เมื่อเวลาพบเจอกับใครเราก็จะยิ้มเเย้มอยู่เสมอเเม้กระท้่งกับบุคคลที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ตั้งเเต่เพื่อนบ้านในคอนโดที่ร่วมอยู่ในลิฟท์ด้วยกัน รปภที่ตึก เเม่บ้าน คนกวาดถนน พนักงานร้านกาเเฟ เเต่ถ้าเราเป็นคนขี้กังวล ไม่มั่นใจในตัวเอง เราก็จะเเสดงออกด้วยการหลบสายตาผู้คนหน้าตึง เเละปากหัก ทําให้คนที่พบเห็นรู้สึกอึดอัดเช่นเดียวกัน

2. Primary 

การเเสดงออกบนใบหน้าของเราที่เราตั้งใจ อยากให้คนอื่นสนใจ ฟังคําพูด ให้ความน่าเชื่อถือ สร้างเสน่ห์เป็นเเรงดึงดูดผู้คนเข้ามาให้เราง่ายขึ้น เเละเหตุการณ์นี้เราจะใช้บ่อยมากในสถานการณ์เช่น วันที่เราไปสมัครงานครั้งเเรก เราจะยิ้มเสมือนพกความมั่นใจมาเกิน 100% เพื่อให้ผู้สัมภาษณ์เชื่อถือเเละรับเราเข้าทํางาน หรือ วันที่เราไปออกเดทครั้งเเรกกับคนที่มาจีบ สาวสาวจะเเต่งตังเเต่งหน้าพร้อมเต็มที่ ใส่รอยยิ้มเเละคําพูดที่ดูอ่อนหวานชวนให้น่าหลงใหลนัก เพื่อให้เค้าพีงพอใจเเละเลือกเรานั่นเอง

3. Secondary 

เป็นใบหน้าเเสดงให้เห็นถึงเนื้อเเท้ของเรา เวลาที่มีอะไรมากระทบกระทั่งทําให้เกิดอารมณ์เชิงลบ หรือถ้าเรียกกันวิถีชาวบ้านคือหน้าตาบอกบุญไม่รับ เเละเราเเสดงออกโดยที่ไม่รู้ตัว เช่น เรากําลังไม่พอใจ เหนื่อยหิว หงุดหงิด วีนเเตก หมั่นไส้ อิจฉา ด่วนตัดสินผู้อื่น เรียกร้องไม่มีการฟังที่ดีต่อผู้อื่นเเละมาพร้อมกับคําพูดที่พลั้งปากออกไปซึ่งฟังดูเเล้วไม่ค่อยเข้าหูซักเท่าไหร่ 

ทั้ง 3 ใบหน้านี้ต่างมีความเเตกต่างบนความเหมือนกัน เรามาลองคิดวิเคราะห์ดูใบหน้าตัวเองกันเเล้วลองฝึกหัดตั้งชื่อให้เเต่ละใบหน้าว่าขื่ออะไรเปรียบเสมือนอะไร เช่น Social Default ของฉันคือ นกกระเเต้ว (เพราะเป็นคนสนุกสนาน ชอบยิ้มทักทายคนไปเรื่อง) ต่อมา หน้า Primary ของฉันคือ Miss Universe (ยิ้มกว้างสวยที่สุด) เเละสุดท้ายหน้า Secondary คือ Miranda The Boss จากหนังเรื่อง Devil Wear Prada (หัวหน้าที่กุมอํานาจ จิกลูกน้องเเละเหวี่ยงใส่) 

จุดประสงค์ของการฝึกตั้งชื่อให้ใบหน้าเหล่านี้คือ เพื่อควบคุมสติอารมณ์ของเรา ว่าอยู่ถูกที่ ถูกต้องกับบุคคลนั้น เเละถูกสถานการณ์หรือเปล่าเพื่อให้ท้ายสุดเเล้วเราจะได้มีความสัมพันธ์ที่สร้างความสุข รักษานํ้าใจ มองเห็นความดีซึ่งกันเเละกัน สังคมเราก็จะน่าอยู่มากขึ้นค่ะ 

สาวๆ ล่ะคะ… ใช้ใบหน้าไหนอยู่เมื่อพบกันคนที่คุณรัก? 

เกี่ยวกับผู้เขียน

กรกนก ยงสกุล โค้ชและเจ้าของสถาบัน RBL Training Academy พัฒนาศักยภาพจากภายในสู่ภายนอกรอบด้าน 360 องศา