8 วิธีอ่านภาษากาย รู้เลยว่า ใครจริงใจ ใครเฟค! ใครไม่เซลฟ์

อ่านคนจากภาษากายที่ใช้

นอกจากจะสื่อการกันด้วยการพูดคุย ชิทแชทในชีวิตประจำวันแล้ว ระหว่างการพูดคุยกันนั้น เราต้องมีภาษากายส่งออกไปด้วยเช่นกัน ซึ่งจะช่วยให้สิ่งที่เราต้องการสื่อสารนั้นชัดเจนและตรงประเด็นได้มากยิ่งขึ้น เป็นเคล็ดลับที่เหล่าคนเก่งและคนดัง รวมทั้งทีมสืบสวนใช้ในการโน้มน้าวหรือสนทนาให้ได้เปรียบ แถมในทางกลับกัน ถ้าเรารู้จักอ่านท่าทางและภาษากายของคู่สนทนาให้เป็น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานจอมพลิกลิ้น หรือแฟนหนุ่มสุดเจ้าชู้ของคุณ รับรองจับไต๋ได้ทุกคน

1. เลียริมฝีปาก

บางทีคุณอาจจะแค่ฝันกลางวันถือสมูทตี้แก้วโต หรือคาปูชิโน่สักแก้ว แต่ถ้าคู่สนทนามองเห็นคุณกำลังเลียริมฝีปากไปด้วยขณะพูดคุยหรือต่อรองใดๆกันก็ตาม อาจตีความได้ว่า คุณกำลังคิดถึงอีกฝ่ายในแง่โรแมนติก หรือมีแฟนตาซีเชิงบวกกับคนๆ นั้น รวมทั้งสามารถบอกด้วยว่า คุณอาจกำลังเริ่มตกหลุมรักเข้าแล้ว

2. ขยี้ริมฝีปาก

ในทางกลับกันกับข้อแรก ถ้าคุณกำลังคุยกับใครแล้วคนๆ นั้นบดริมฝีปากเข้าหากัน หรือเม้มปากเบาๆ มีรายงานไว้ว่า คนที่กำลังพูดโกหกมีแนวโน้มจะทำเช่นนั้นมากกว่าคนที่กำลังพูดความจริง แถมการทำแบบนี้ยังทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า สิ่งที่คุณกำลังพูดไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ด้วย

3. ยื่นมือออกมา โดยให้ฝ่ามือขนานกัน

ถ้าคุณกำลังคุยอะไรก็ตามกับเพื่อนร่วมงาน แล้วอยากจะเน้นประเด็น หรือโฟกัสที่ประเด็นให้คนฟังรู้สึกว่าต้องตั้งใจกับสิ่งนั้นๆ เป็นพิเศษล่ะก็ เวลาพูด ให้คุณยื่นมือออกมาตรงหน้า ตั้งฝ่ามือแล้ววางให้แนวฝ่ามือขนานกัน พร้อมทั้งอธิบายข้อความที่คุณต้องการสื่อสารออกไปด้วย มือทั้งสองข้างจะช่วยทำให้สิ่งที่คุณพูดมีน้ำหนักมากขึ้น น่าเชื่อถือคุณ ดีกว่าชี้มือชี้ไม้ไปมั่วๆ หรือโบกมือไปมา น่ารำคาญนะ

4. หัดเลียนแบบคู่สนทนา

ไม่ได้บอกว่าให้ทำตัวเป็น Single White Female หรือ Copycat เลียนแบบอีกฝ่าย แต่การรู้จักสังเกตท่าทาง วิธีการยืน วิธีการพูด โดยเฉพาะถ้าใครที่มีเจ้านายเก่งๆ ลองสังเกตวิธีที่เจ้านายพรีเซนต์งานให้ดี แล้วลองหยิบจับท่วงท่าบางอย่างมาทำตาม วิธีนี้จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกว่าคุณเป็นพวกเดียวกับเขา อยู่ทีมเดียวกัน และแน่นอนว่า ทำให้พวกเขาเชื่อสิ่งที่คุณพูดและรู้สึกดีกับคุณได้ดีกว่า รวมทั้งเวลาคุณเจรจากับแฟนด้วย แต่ทั้งนี้ คุณไม่ควรทำตามหรือเลียนแบบคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาหรืออยู่ในเลเวลต่ำกว่าคุณ เพราะมันจะเหมือนคุณกำลังล้อเลียนพวกเขาอยู่มากกว่าที่จะหาพวก

5. จับมือบอกความมั่นใจได้

การจับมือนั้นเป็นภาษากายแรกที่สร้างความประทับใจให้คู่สนทนา โดยเฉพาะสมัยนี้เราต้องเจอกับฝรั่งอยู่บ่อยๆ ถ้าคุณจับมือกับใคร แล้วจับอย่างเชื่อมั่น แน่น แต่ไม่แน่นจนเกินไปเหมือนกับการบีบมือ ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าคุณเป็นคนจริงใจ ส่วนถ้าคุณจับมือแบบหลวมๆ อาจสื่อสารถึงความรู้สึกไม่มั่นใจได้ ส่วนระยะเวลาในการจับมือนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคุณปล่อยมือเร็วเกินไป ก็เป็นสัญญาณเบาๆ ว่าคุณออกจะขี้อายนะเนี่ย

6. โน้มน้าวใจด้วยฝ่ามือ

ใครจะไปเชื่อว่า นอกจากการโฟกัสประเด็นแล้ว มือทั้งสองข้างถ้ารู้จักใช้ให้เป็นยังช่วยในการเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายทำในสิ่งที่คุณต้องการโดยความรู้สึกบวก ไม่รู้สึกต่อต้าน และเหมือนว่าทำไปโดยยินยอมพร้อมใจอีกด้วย

7. เล่นผมหรือจับหน้าตัวเอง

เวลาที่มีการพูดคุยนานๆ เคยสังเกตไหมคะว่า ตัวเอง (หรือคนที่เป็นฝ่ายฟัง) อาจจะมีอาการยกมือขึ้นมาจับแต่งผม จับหน้าม้า หรือยกมือขึ้นมาทำอะไรสักอย่างกับใบหน้าโดยไม่รู้ตัว อาการแบบนี้แสดงว่า คุณกำลัง “พยายามปรับลุคสวย” เพราะอยากจะเรียกร้องความสนใจจากคู่สนทนา เช่น อาจจะอยากให้เขาประทับใจในความมีเสน่ห์

8. ม่านตาขยาย

เพราะอย่างที่บอกว่าดวงตาคือหน้าต่างที่แสดงอารมณ์หรือความรู้สึกนึกคิดได้ดีและมีประสิทธิภาพที่สุด แถมถ้าไม่ได้ฝึกดีๆ เรายังไม่สามารถควบคุมความเปลี่ยนแปลงของมันได้ดีนัก ม่านตาของเรามักจะขยายตัวขึ้น เมื่อเราได้ยินหรือได้ฟังสิ่งที่รู้สึกสนใจ โดนใจ ถ้าคนที่คุณคุยด้วยกำลังจ้องตาคุณด้วยล่ะก็ อาการม่านตาขยายจะทำให้เขาหรือเธอรู้ได้ทันทีว่าคุณกำลังสนอกสนใจ โดนฮุกเข้าเต็มๆ เลย

9. ยืนห่อไหล่ ชวนหดหู่

นักจิตวิทยากล่าวว่า ท่าทางการยืนสามารถส่งผลกับอารมณ์ เช่น ถ้าคุณยืนห่อไหล่ หรือค้อมตัวเล็กน้อย มีแนวโน้มว่าคุณจะรู้สึกหดหู่ และแบกรับความเครียดไว้ยาวนานกว่าปกติ ส่วนถ้าคุณยืดไหล่ อกผาย ไหล่ผึง จะช่วยให้คุณรู้สึกมั่นใจขึ้น รวมทั้งทำให้คนที่เราคุยด้วยรู้สึกว่าเราน่าเชื่อถืออีกด้วย แต่ทั้งนี้ ไม่ควรยืนกอดอก เพราะจะทำให้รู้สึกว่าคุณปิดกั้นสิ่งที่อีกฝ่ายสื่อสารหรือพูดคุยมา และสร้างความรู้สึกทางลบให้กับคนเห็นได้เลย เรียกว่า ถ้าอินเนอร์เรามาละก็ ยังไงก็สะท้อนออกมาทางกายภาพแน่นอน