มาทำความรู้จักกับ “Burnout Syndrome” โรคของชาวออฟฟิศที่ทำงานมากเกินไป

อาการเบื่อ เซ็ง หมดไฟ โรคฮิตติดชาร์ตของชาวออฟฟิศ หรือที่เรียกว่า “Burnout Syndrome” แต่จะกู้ให้กลับมามีไฟอีกครั้ง ด้วย 5 วิธีเหล่านี้…

เคยสังเกตมั้ยว่า จากที่เมื่อก่อนเคยมีไฟ อยากตื่นมาทำงาน แต่งตัวสวยๆ เจอเพื่อนร่วมงานแล้วถกกันเรื่องโปรเจ็กต์หน้าดำหน้าแดง กลายเป็นตื่นมา ไม่อยากทำงาน เบื่อ หมดไฟ จากที่เคยเด้งดึ๋งเมื่อนาฬิกาปลุก เดี๋ยวนี้พอตั้งเตือนปุ๊บได้แต่เลื่อน Snooze ให้ได้นอนต่ออีกสักพัก ส่วนวันหยุดทำได้แค่นอนมองเพดานไม่อยากขยับตัวทำอะไร นี่อาจจะไม่ใช่แค่เหนื่อย แต่สาวๆ อาจจะกำลังป่วยเป็น Burnout Syndrome กันอยู่

Burnout Syndrome คืออะไร

เรียกง่ายๆ ว่าอาการ หมดไฟ หรือคำว่า Burn Out ก็คือการเหนื่อยหน่าย หมดแรง ไม่อยากทำงานนั่นเอง โดยคนที่มีอาการ Burn Out นั้นมีทั้ง

1.ความเหนื่อยด้านอารมณ์ ไม่กระตือรือร้น เซ็งเป็ดเซ็งห่าน

2.รู้สึกว่าคนอื่นไม่ดี ไม่ชอบเพื่อนร่วมงาน ไม่ชอบลูกค้า เบื่อหน่ายเจ้านาย หงุดหงิดกับผู้คนรอบข้างจนทำให้ความสัมพันธ์ในที่ทำงานพลอยย่ำแย่ไปด้วย

3.รู้สึกว่าทำงานไม่มีประสิทธิภาพ หดหู่กับตัวเอง แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองห่วย เห่ย ฯลฯ ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง

ทำไมเราถึงเป็น Burnout Syndrome ล่ะ

อาการนี้มักเกิดกับคนที่มีความคาดหวังสูง เพอร์เฟ็กชั่นนิสต์ จึงผลักดันให้ตัวเองทำงานหนักเกินกำลังจนกระทั่งพลังงานสำรองในตัวหมดลง Herbert Freudenberger นักจิตวิทยาผู้คิดค้นคำนี้ บอกว่า วิธีสังเกตง่ายๆ อันดับแรก ลองสำรวจตัวเองว่า เมื่อเรามาเริ่มทำงานที่ใหม่ ไฟในการทำงานจะลุกโชนโชติช่วง ทำงานอย่างหนักเพื่อจะได้พิสูจน์ตัวเองว่าเราทำได้ เราคือคนที่องค์กรเฝ้าหามานานนนนนน

1.หลังจากทำงานเหมือนคนบ้าไปสักพัก เราจะลืมว่าตัวเองต้องการอะไร ไม่ได้ไปเที่ยว กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ไม่ได้ออกกำลังกาย ฝันถึงงานอาทิตย์ละหลายวัน

2.เมื่อสติแตกไปกับการทำงานได้ระยะหนึ่ง จะเริ่มมีอาการเจ็บป่วยทางกายขึ้น เช่น นอนไม่หลับ ปวดหัว ไมเกรน โรคกระเพาะถามหา หรือบางรายก็เป็น Office Syndrome ไปเลย

3.หลังจากนั้น นิสัยบางอย่างก็เปลี่ยน คุณจะเริ่มฉุนเฉียว หงุดหงิดคนรอบข้าง ไปจนกระทั่งความร่าเริงหายไปจนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่าง เข้าสังคมน้อยลงเพราะมุ่งแต่ทำงานๆๆๆๆ

ทำงานไปนานๆ เข้าก็รู้สึกว่ากลวงโบ๋ภายใน ไม่รู้ว่าคุณค่าของตัวเองอยู่ตรงไหน หดหู่กับการทำงานเดิมๆ ทุกวันๆ อย่างไม่จบไม่สิ้น สมาธิการทำงานลดลง ทำงานห่วยลง ความจำแย่ ไม่มีความสุข ไม่อยากดูแลตัวเอง ไม่อยากตื่นมาทำงาน หันไปทำกิจกรรมที่ไม่ควรทำ เช่น กินเหล้า ประสิทธิภาพการทำงานจึงลดลง เมื่องานซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตไม่ตอบโจทย์คุณค่าของตัวเอง แล้วสุดท้ายก็รู้สึกหดหู่ ไร้อนาคต จากที่ทำงานเป็นคนบ้าก็รู้สึกเกลียดงานที่ทำ อยากลาออก หรือหนีไปไกลๆ

จัดการกับ Burnout Syndrome อย่างไรดี

1.ทำงานอย่างฉลาด ไม่ใช่การทำงานหนัก ลองหาตัวช่วยต่างๆ ที่จะทำให้คุณทำงานที่เสียเวลาและไม่เป็นสาระได้เร็วขึ้น เช่น โหลดแอพพลิเคชั่นที่ช่วยจัดการตารางการทำงานมาใช้ หรือลองทำ To Do List ในแต่ละวัน

2.ถอนตัวจากโซเชียลมีเดียบ้าง การออนไลน์ตลอดเวลาทำให้สมองคุณรู้สึกเคร่งเครียดและทำให้หมกมุ่นกับการทำงานด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะสมัยนี้ที่คุณต้องมอนิเตอร์ทุกอย่างผ่านออนไลน์ ลองเอาตัวเองห่างจากโทรศัพท์มือถือสักวันละ 1 ชั่วโมง แม้กระทั่งการเล่นเฟซบุ๊ก บางทีก็อาจจะมีเรื่องน่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับแวดวงที่คุณทำงาน…นั่นไงล่ะ คุณก็ยังคิดเรื่องงานได้แม้ว่ากำลังส่องหน้าวอลล์ชาวบ้านอยู่ วางมันซะ และถ้ารู้สึกว่านอนไม่หลับ ลองเปลี่ยนมาเช็กอีเมลก่อนนอน 2 ชั่วโมง จากนั้นทิ้งทุกอย่าง ทำหัวให้ว่าง จำไว้ว่าบริษัทไม่เจ๊งหรอก แค่คุณตอบไลน์ช้าไปชั่วโมงเดียว

Crossroads -2002. (Photo by Paramount/Getty Images)

3.รู้จักรีแล็กซ์ อย่าทำงานโดยไม่พักเบรก คุณควรออกไปเดินยืดเส้นยืดสายทุกสองชั่วโมงประมาณ 5 นาที แล้วค่อยกลับมาทำงานใหม่ วิธีนี้นอกจากจะช่วยรีเฟรชสมองแล้ว ยังทำให้อาการป่วยจากการนั่งนานของคุณทุเลาลงด้วย นอกจากนี้ การตื่นนอนให้เช้าขึ้น แล้วใช้เวลาคุณภาพกับตัวเองหรือครอบครัว ก็ช่วยให้คุณมีเรื่องอื่น และให้น้ำหนักกับเรื่องอื่นในชีวิตได้มากขึ้นนั่นเอง

4.ทำงานให้น้อยลง พูดง่ายแต่ทำได้ยาก แต่คุณต้องคิดด้วยว่าถ้าคุณป่วยเป็น Burnout Syndrome นั้นก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของคุณลดต่ำลง แทนที่จะรอให้ถึงวันนั้น (ซึ่งคุณภาพงานอาจจะต่ำขนาดว่าคุณไม่เคยคิดมาก่อน) ลองเปลี่ยนมาให้เวลาตัวเองมากขึ้น จำกัดเวลาในการทำงาน บางคนใช้วิธีไม่เอาคอมเข้าไปในห้องนอน และวิธีที่ง่ายที่สุดที่ทำได้คือ “ลาพักร้อน”

5.รู้จักพูดคำว่า “ไม่” เสียบ้าง ในการทำงานคุณไม่จำเป็นต้องเป็นซูเปอร์แมนอยู่คนเดียว อะไรที่คุณมองว่านอกเหนือจาก Job Description ก็ต้องรู้จักปฏิเสธบ้าง หรือถ้าใครที่เขาเข้ามาขอความช่วยเหลือบ่อยๆ แล้วคุณรู้สึกว่าไม่โอ.เค. ชักมากไป คุณก็ควรเรียนรู้ที่จะปฏิเสธ ไม่ใช่แบกทุกอย่างเอาไว้หมด

6.พยายามมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนนอกเวลางานบ้าง อย่าจมอยู่กับงานเพียงอย่างเดียว คุณควรแบ่งเวลาว่าสัก 1 วันในสัปดาห์เพื่อออกไปแฮงเอาต์กับเพื่อน หรือกินข้าวนอกบ้าน เพื่อเป็นการบังคับให้ตัวเองต้องปิดคอมในเวลาที่กำหนด หรือแม้กระทั่งกับเพื่อนร่วมงาน คุณไม่จำเป็นต้องคุยกันเรื่องงานอย่างเดียวก็ได้ ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบอื่นๆ คุยเรื่องสามี แฟน หมา แมว ที่บ้าน ความสนใจอื่นๆ หรือแม้กระทั่งแม่ครัวที่โรงอาหารออฟฟิศแต่งหน้าจัดจัง เหล่านี้ก็ช่วยเบรกและผ่อนคลายได้

7.ออกกำลังกาย ผลการวิจัยทุกแขนงล้วนบอกว่าการออกกำลังกายช่วยให้คลายเครียด เมื่อคุณรู้สึกตึงกล้ามเนื้อ ตึงสมอง การออกกำลังจะช่วยปลดปล่อยสิ่งเหล่านั้น บางคนใช้วิธีไปเล่นโยคะ เพราะทั้งวันคุณอาจจะเหนื่อยหน่ายที่ต้องออกคำสั่งหรือคิดว่าตัวเองต้องทำอะไรต่อไป หนึ่ง สอง สาม สี่ โยคะจะช่วยให้คุณวางสมอง แถมยังมีคนมาคอยบอกว่าคุณต้องหายใจตอนไหน…อืมมม จะมีเวลาไหนของชีวิตที่คุณไม่ต้องคิดเยอะได้เท่าการเล่นโยคะอีกล่ะ