ทริปนี้งามต่อใจ! เที่ยวอยุธยาแบบฉบับ “ผู้หญิงเที่ยว…อย่าหยุดสวย!”

“ผู้หญิงเที่ยว…อย่าหยุดสวย” แคมเปญชวนเที่ยวเก๋ๆ จาก ททท.ได้แนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมดีๆ เพื่อสุขภาพ ให้เราได้ไปพักกายพักใจที่ อยุธยา กันค่ะ

สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ผู้หญิงอย่างเราสวยขึ้นนั้นย่อมมาจากการมีสุขภาพกายและใจที่ดี แต่เรื่องเที่ยวกับเรื่องสวยนี่สิ ดูยังไงก็เข้ากันไม่ได้สุดๆ แต่วันนี้ lisa จะฉีกกฎนั้นและพาทุกคนไปเที่ยวในเส้นทางที่จะทำให้คุณสุขภาพดีและสวยขึ้น ในแคมเปญเที่ยวสุดปัง “ผู้หญิงเที่ยว…อย่าหยุดสวย” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและสำนักงานพระนครศรีอยุธยาได้แนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมดีๆ เพื่อสุขภาพ และที่เที่ยวสวยๆ ให้เราได้ไปพักกายพักใจ งานนี้บอกเลยกลับกรุงไปปังแน่นอน!

กินเป็นก็หุ่นสวย

อยากหุ่นสวยก็ต้องรู้จักเลือกกิน ดังนั้นที่แรกเราจึงปักหมุดกันอยู่ที่ศูนย์ธรรมชาติบำบัดเวลเนสแคร์ โดยเวลเนส ซิตี้ อ.บางไทร อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และได้ร่วมกันทำอาหารเพื่อสุขภาพที่ไม่ใช้น้ำมัน หลังจากนั้นจึงไปเดินดูฟาร์มแพะ และแวะดูแปลงต้นหม่อนกับผักสวนครัว แล้วก็ชวนกันชิมอาหารเพื่อสุขภาพที่ทำมาจากผักปลอดสารพิษ แถมที่นี่ยังมีโปรแกรมตรวจสุขภาพหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมฟื้นฟูไตรวมไปจนถึงมะเร็งเลย

เข้าสปาทำสวย

สวยภายในจากอาหารการกินกันแล้ว ก็ไม่ลืมที่จะมาสวยภายนอกกันดูบ้างที่พลูธยา รีสอร์ต แอนด์ สปา อ.บางปะอิน เป็นรีสอร์ตสไตล์บูทีคที่มีกลิ่นอายไทยๆ ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของเหล่าแมกไม้และนาข้าวเขียวขจี ซึ่งของเด็ดของที่นี่เลยก็คือสปาและนวดแผนไทยที่ใช้สมุนไพรหลายชนิดมาผสมกัน ที่จะช่วยให้ผิวพรรณสวยใสและผ่อนคลายที่เมื่อทำเสร็จแล้วตัวคงเบาสบายและหายเมื่อเป็นปลิดทิ้ง ปิดท้ายสักนิดกับการจิบกาแฟที่ดริปริมนา ดูชิลไปอีกแบบนะ

ล่องเรือไหว้พระ ใจอิ่มบุญ

ใครสายบุญอย่าได้พลาดเพราะเราจะพาทุกคนไปลงเรือที่ท่าน้ำพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติวังจันทรเกษมเพื่อไปสักการะหลวงปู่ทวดที่วัดแคราชานุวาสบนเกาะลอยที่ในอดีตหลวงปู่ท่านได้เคยล่องเรือจากปักษ์ใต้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้  จากนั้นก็ยังคงเดินสายทำบุญกันต่อที่วัดตองปุเพื่อเข้ากราบไหว้หลวงพ่อโตและหลวงพ่อดำ พระพุทธรูปสมัยอยุธยาที่มีความงดงามมาก  และต่อด้วยการศักการะหลวงพ่อขาวแห่งวัดช่องลมบนเกาะช่องลม เกาะเล็กๆ ที่มีบ้านอยู่ไม่กี่หลัง แต่มีพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มากคือ หลวงพ่อขาวและหลวงพ่อหมอ ที่เมื่อเวลาคนเจ็บไข้แล้วมักจะมาบนบานต่างก็อาการดีขึ้น และสุดท้าย หลวงพ่อหินที่คนเดินเรือต่างเลื่อมใสศรัทธามาก ช่วยให้การเดินเรือราบรื่น ซึ่งตามสายน้ำเจ้าพระยาเส้นนี้ ก็ทำให้เราผ่านวัดต่างมากมาย เช่น วัดไชยวัฒนา วัดพุทไธสวรรค์ และเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศสองฝั่นน้ำ ที่แม้แดดจะเปรี้ยงแค่ไหน แต่เวลามีเรือแล่นผ่านและลมเย็นปะทะผิว เรื่องร้อนก็เป็นเรื่องเล็กไปเลย

ชมช้างสร้างรอยยิ้ม

แน่นอนว่ามาถึงอยุธยาทั้งที จะไม่ไปหาน้องช้างก็คงเหมือนขาดอะไรไป เราจึงขอแวะไปที่ วังช้างอยุธยา แล เพนียด ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงบ้านของช้างเท่านั้น แต่มีความเป็นมาอันยาวนาน และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาก เพราะเป็นที่คล้องช้างของกษัตริย์มาตั้งแต่สมัยอยุธยา เท่ากับที่นี่มีอายุนับร้อยปีเลยทีเดียว เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสวรรคต ก็เป็นวังช้างแห่งนี้แหละที่แต่งขบวนคชสาร 11 เชือก เข้าไปถวายความอาลัย เป็นที่ประทับใจและสร้างความโด่งดังไปทั่วโลก ใครมาเที่ยวชม ไม่เพียงแต่จะได้นั่งช้างและดูการแสดงเท่านั้น ถ้ามาช่วงเย็นๆ อาจมีโอกาสได้เห็นควาญพาช้างไปอาบน้ำในแม่น้ำด้วยนะ บอกเลยว่า Amazing

เติมพลังด้วยความหวาน

แม้ของหวานจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับหุ่นสวยๆ ของเรา แต่นานๆ กินทีก็ดีต่อใจนะ และถ้าจะน้ำหนักขึ้นทั้งที Cafe Kantary นี่แหละคุ้มที่เราจะยอมให้! ขอบอกว่าเมนูละลานตาจนเราตบะแตก จะฮันนีโทสต์ วาฟเฟิล เครป ไอศกรีม บอกมาเหอะ.. มีหมด! เครื่องดื่มก็มีทั้งชา กาแฟ ช็อคโกแลต หรือใครอยากสดชื่นก็จัดอิตาเลียนโซดาสารพัดสูตรได้เลย ได้นั่งกินขนมหวานอร่อยๆ ในร้านสวยๆ กรุกระจกใส ประดับต้นไม้เขียวสบายตา พลังกลับมาเพียบ

ย้อนวัยกลับไปเป็นเด็ก

ภายในสวนร่มรื่น มีอาคาร 2 ชั้นสีขาว-ฟ้า ดูโปร่งสบายตามแบบบ้านสมัยเก่า นี่คือ พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริกยุ้นพันธ์ ที่รวบรวมของเล่นนับหมื่นนับแสนชิ้น ซึ่ง รศ. เกริก ยุ้นพันธ์ ผู้เป็นเจ้าของได้ใช้เวลากว่า 20 ปีในการเก็บสะสม มีทั้งของเล่นแบบไทยๆ ตุ๊กตา เครื่องปั้นดินเผา ภาพเขียน ซูเปอร์ฮีโร่ต่างๆ รับรองได้ว่าเดินแล้วตื่นตาตื่นใจเหมือนได้ย้อนวัยไปสมัยเด็กๆ แน่นอน และถ้าใครมาเที่ยววันเสาร์-อาทิตย์ ประมาณเวลา 10.00-11.30 น. ก็จะเจอกิจกรรมสร้างเสริมความรู้และจินตนาการ อย่างชั่วโมงนิทาน กิจกรรมวาดรูป ภาพพิมพ์ ฯลฯ

(อัตราค่าเข้าชม คนไทย ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท)

ใครว่ามากรุงเก่าต้องกุ้งเผาเท่านั้น

เที่ยวมาทั้งวันเริ่มหมดพลัง เพื่อนสาวตัวดีร้องว่ามาอยุธยาทีไรก็กินกุ้งเผาทุกที งานนี้อยากติ่มซำบ้าง งงเด้ แต่ไม่ยากเกินความสามารถเรา เลี้ยวรถเข้าห้องอาหาร Tapesty ณ โรงแรม Classic Kameo เลย ดูเมนูอาจจะเหมือนติ่มซำทั่วๆ ไป แต่เรื่องรสชาติไม่เป็นรองใคร ขนมจีบซาลาเปา ไส้แน่นๆ เต็มๆ คำ ทั้งนั้น กระเพาะปลาน้ำแดงก็ใส่เนื้อปูมาเพียบ ทีเด็ดอีกอย่างก็ปลากะพงนึ่งมะนาว ที่เปรี้ยวๆ เผ็ดๆ ได้ใจ แม้เป็นอาหารเหลาแต่อยู่ในราคาที่เราเอื้อมถึง (เริ่ม 40 บาท-350 บาท) มาครั้งหน้าต้องโดนอีก!

ใกล้แค่นี้ ขับรถแปบเดียวก็กลับถึงบ้านด้วยหัวใจอิ่มเอิบ แต่ใครยังไม่อยากกลับก็ขึ้นไปเช็คอินต่อได้เลย ห้องพักโรงแรมนี้เค้ากว้างขวางและสะดวกสบายระดับคอนโดหรูเลยล่ะ