ปอย ตรีชฎา กับการถ่ายแฟชั่นรับซัมเมอร์ และบทบาทใหม่ในฐานะนักวิทยาศาสตร์

เข้าสู่ซัมเมอร์อย่างเป็นทางการ งานนี้เรียกได้ความความฮอตมาคู่กับความแซบเมื่อเราได้ ปอย-ตรีชฎา มาขึ้นปก ในฉบับเดือนเมษายนรับหน้าร้อนในครั้งนี้

ถ้าพร้อมแล้วไปล้วงลึกความเป็นตัวตนกับสาวน่ารักคนนี้ รับรองว่าจากที่รักแล้วจะกลายเป็นรักมากขึ้นไปอีก เธอเคยฝันจะได้ยืนอยู่บนเวทีประกวดความงาม เดินพรมแดงท่ามกลางแสงไฟ หรือได้อยู่ในภาพยนตร์เรื่องดังระดับเอเชีย ปอย-ตรีชฎา มาไกลมากแล้วจากจุดเริ่มต้น เพียงเพื่อจะพบว่าสถานที่ในฝันของเธอคือบ้านและ…ห้องแล็บ

ปอย กับบทบาทนักวิทยาศาสตร์ในห้องทดลอง

ชีวิตเธอไม่ได้มีแต่ภาคใส่ชุดราตรีเดินพรมแดง เป็นนักแสดงหนังฮ่องกง หรือเป็นผู้หญิงที่ผู้หญิงด้วยกันยังอิจฉาในออร่ากระจ่างใสเหมือนกระเบื้องพอร์ซเลนเนื้อดี ปอยชอบวันที่เธอไม่ต้องดูโก้เป็นนางพญา รวบผมง่ายๆ ใส่แว่นก็อกเกิล สวมเสื้อกาวน์ แล้วก้าวไปนั่งส่องกล้องจุลทรรศน์ ผสมสารเคมีและขลุกอยู่กับสูตรวิทยาศาสตร์ในห้องแล็บ เธอเป็นนักวิจัยด้านสุขภาพและความงามที่กำลังศึกษาปริญญาตรี สาขาวิชาเทคโนโลยีเครื่องสำอาง คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ และมีแผนจะเรียนถึงปริญญาเอกด้านชีวโมเลกุล แม้จะบินไปทำงานไม่ได้หยุด แม้จะขาดเรียนบ้าง เพลียจนแทบทรุดในห้องเรียนบ้าง แต่เธอก็เป็นนักศึกษาระดับเกรด 3.86

ปอยภูมิใจกับอายุเลข 3 ของตัวเอง

“ทุกวันนี้ปอยภูมิใจที่อายุ 31 ตอนที่ปอยยังอายุ 29 เวลามีใครถามจะตอบว่าอายุ 27 (ยิ้ม) เพราะข้างในเรารู้สึกว่าอายุเท่านั้นจริงๆ แต่พอวันที่อายุ 30 ภูมิใจมากที่จะตอบว่าเราอายุ 30 แล้ว” พูดพลางสำรวจดวงตาที่ได้รับการปัดแต่งใหม่จนเป็นที่พอใจ “เคยมีช่วงนึงตอนอายุ 29 รู้สึกหดหู่ นี่เราทำอะไรอยู่ แล้วชีวิตจะเป็นยังไงต่อไป จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมา ชีวิตช่วงนั้น การงาน ความรัก ทุกอย่างแฮปปี้ แต่ทำไมหดหู่ วัยทองหรือเปล่า (หัวเราะ) พี่ที่สนิทคนนึงบอกว่าจะเป็นแบบนี้ 2 ครั้งตอนอายุ 29 และ 39 เขาบอกคนส่วนใหญ่จะเป็น ไม่รู้จริงมั้ย ลองถามตัวเองกันดูว่าเป็นหรือเปล่า”

ปอยมีคติประจำใจ: ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

“ปอยกลัวตัวเองจะไม่มีสติ อธิษฐานตลอดเวลาว่าขอให้มีสติและปัญญา ปอยคิดว่าตัวเองก้าวพลาดได้นะคะ แต่ต้องอย่าพลาดตอนเราไม่มีสติ เพราะจะเสียใจทีหลัง แต่ถ้าพลาดตอนที่เรามีสติ ต่อให้ผลลัพธ์อาจไม่ดีที่สุด แต่เรารู้ว่าทำดีที่สุดแล้ว และจะไม่มานั่งเสียใจภายหลังว่ารู้อย่างนี้ทำแบบนั้นดีกว่า แต่เอาจริงๆ แล้วคำว่า ‘ถ้ารู้อย่างนี้’ ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับใครเลยนะคะ เราเคยสงสัยว่าในอดีตทำไมเราทำแบบนี้ ทำไมคนนี้ทำแบบนั้น เราอาจไม่พอใจการกระทำของคนอื่นที่มาทำร้ายเรา แต่สิ่งที่เราหรือเขาทำก็คือดีที่สุดแล้วในเวลานั้น เพราะปัจจัยรอบตัวส่งผลให้เขาเป็นแบบนั้น ถ้าเรามีทรัพยากรเหมือนเขา เราก็คงทำเหมือนเขานั่นแหละ”