ป๊อก-พรรวิษิษฐ์ สุขารมณ์ เมกอัพอาร์ทิสต์คนไทย ที่เซเลบระดับโลกวางใจ

Global Canvas 20 ปีที่ยังขึ้นสูงได้อีกของ ป๊อก-พรรวิษิษฐ์ สุขารมณ์ คำว่าตัวแม่ของเธอไม่ใช่ได้มาง่ายๆ มันอยู่ที่ความสามารถและความพยายาม

“พี่ไม่ได้ตกกระไดพลอยโจนที่ได้ไปแตะระดับโลก พี่ตั้งใจไปค่ะ”

กว่า 20 ปีที่ พี่ป๊อก-พรรวิษิษฐ์ สุขารมณ์ ยืนหยัดเป็นเมกอัพอาร์ทิสต์ “ตัวแม่” มือวางอันดับต้นๆ ของประเทศไทย เธอคือช่างคิวทองที่เจ้าสาวพุ่งตัวจองคิวข้ามปี และเป็นช่างคู่บุญของซูเปอร์สตาร์ทั่วฟ้าเมืองไทย แต่โมเน่ต์แห่งโลกความงามคนนี้ไม่ยอมหยุดแต่งแต้มสีสันแค่บนผืนผ้าในเมืองไทย ชื่อของพรรวิษิษฐ์ หรือป๊อก Lovemelondon จึงขยายไปสัมผัสใบหน้าคนดังระดับโลกถึงภูฏาน นิวยอร์ก ลอนดอน ปารีส มิลาน จนล่าสุดบนพรมแดงคานส์

ชีวิตลิขิตให้มาเป็นช่างแต่งหน้ามั้ยคะ

“ความรู้สึกของตัวเองเหมือนกับ…เบื้องบนเขาคงจัดสรรมาผิดที่มากกว่า สมัยเป็นนักเรียน ม.3 พี่ไม่อยากขอเงินที่บ้าน เกรงใจแม่น่ะค่ะ ถ้าเราหาเงินเองได้ก็จะไปซื้อขนม ซื้อตุ๊กตานางเงือก ซื้อเทป ตอนเด็กๆ ชอบฟังเพลงแล้วซื้อเทปคาสเซต ม้วนนึงก็เป็นร้อยนะ ถ้าต้องขอเงินแม่ตลอดเราก็ไม่มีสิทธิ์ได้ฟังทุกเพลงที่เราอยากได้ แล้วพี่ซื้อเทปเป็นพันๆ ม้วน ก็พอดีมีรุ่นพี่ที่เป็นนักแสดงอัลคาซ่า เขาใจดีช่วยสอนวิธีแต่งหน้าที่ยากมากๆ คือเอาพู่กันแตะน้ำ แตะสีแล้วค่อยๆ ไล้ที่ตาซึ่งเป็นวิธีของยุค 80 จะดูเนียนๆ ไลต์ๆ ซึ่งพอเราเรียนจากวิธีที่ยากแบบนั้น เลยกลายเป็นว่าอะไรๆ ก็ไม่ยากไปหมดแล้ว พี่คนนี้เขาดีมาก มาสอนที่บ้าน มานั่งเล่น มาคุย ซึ่งเขาก็เสียชีวิตไปแล้ว

“ช่วงเริ่มทำงานใหม่ๆ ได้เงินครั้งละ 100-300 บาท ลูกค้ารายแรกๆ เป็นนักร้อง บางงานก็ไม่ได้เงิน การแต่งหน้าก็ไม่จำเป็นว่าต้องได้เงินตลอดนะ บางทีเราก็ช่วยเหลือกันไป ตอนนั้นเราเหมือนหมอกระเป๋า ถือกระเป๋าไปใบนึงแล้วก็ไปนั่งแต่งหน้า ทีนี้เริ่มรบกวนแม่น้อยลงเรื่อยๆ จนถึงวันที่คิดว่าน่าจะต้องเรียนเป็นเรื่องเป็นราว เลยขอแม่ไปเรียนแต่งหน้าที่ฝรั่งเศส ที่สถาบัน Atelier International de Maquillage A.I.M Paris เรียนคอร์สสั้นๆ คิดว่าที่แม่ยอมให้ไปเพราะสมัยก่อนวิชาความรู้ไม่มีให้เสิร์ชดูในยูทูบ ถ้าได้ไปศึกษาจริงๆ น่าจะดีกว่า แม่ก็ให้ค่าใช้จ่ายไปเรียนได้ พี่ยังนึกขอบคุณแกอยู่ตลอด”

พอไปเรียนจริงๆ วิธีการของมืออาชีพต่างจากที่เรารู้มามากเลยมั้ยคะ

“ต่างกันมากค่ะ แต่ก่อนเราเหมือนกับแต่งทับๆ มันลงไป แต่ครูที่นั่น เขาชื่อเฮเลนนะคะ เวลาเดินมาตรวจงานเขาจะใช้นิ้วรูดไปที่ผิวหน้าเลย ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าเขารูดทำไม คิดเอาเองว่าเขาเช็กความหนาบางของการใส่รองพื้น พี่เลยเข้าใจว่าหัวใจหลักของการแต่งหน้าคือเราต้องแต่งให้ดูเป็นธรรมชาติ ถึงแม้จะแต่งเฟี้ยวหรือดุเดือดแค่ไหน แต่ความเป็นธรรมชาติต้องอยู่ เลยกลายเป็นพื้นฐานสไตล์การแต่งหน้าของพี่มาถึงทุกวันนี้”


เส้นทางชีวิตนักเรียนเมกอัพจากปารีสโรยด้วยกลีบกุหลาบมั้ยคะ

“5 ปีแรกของการทำงาน พี่เป็นทุกข์มากนะ ที่เจอบ่อยคือทำงานแล้วคนไม่จ่ายเงิน เห็นเราเป็นช่างเล็กๆ มีบางจ๊อบที่เราไปแต่งให้หนังสือบางเล่ม หนังสือจ่ายเงินแต่คนที่ติดต่อประสานงาน เขาไม่ได้จ่ายให้เรานะ เขาบอกว่าคุณแม่เขาอายุมากแล้ว ต้องเอาเงินไปดูแลคุณแม่เขา พี่ป๊อกทวงแต่เขาไม่ให้ เราก็ไม่รู้ว่าจะไปหยิบเงินมาจากกระเป๋าเขาได้อย่างไร เป็นประสบการณ์ในการทำงานว่าเรื่องเงินต้องคุยกันให้ดีก่อน แต่คนดีๆ ก็มีเยอะค่ะ อย่างพี่เจี๊ยบ-เอกมล อรรถกมล หนังสือแพรว อยู่ๆ ก็โทรมาให้เราไปทำปกตอนที่เรายังเด็กมากๆ มีพี่อีกคนชื่อพี่ตุ้ม เขาก็เรียกพี่ไปซับหน้า ได้เงิน 300, 500 บาท เป็นบุญคุณที่เราไม่รู้จะทดแทนยังไง ก็ได้แต่ระลึกถึงกันในด้านที่ดี ชีวิตก็จะ Lighten Up ขึ้นไปเรื่อยๆ”

เป็นช่างแต่งหน้าไม่ได้ฉายเดี่ยว แต่ต้องทำงานร่วมกับหลายฝ่าย ทั้งสไตลิสต์ ช่างทำผม ช่างภาพ และตัวแบบภายในระยะเวลาอันสั้น ประคองสติอย่างไรคะ

“เมื่อก่อนพี่ก็มีไปเที่ยวกลางคืน ดื่มเหล้าบ้าง Work Hard, Play Hard แต่มีช่วงนึงเหมือนมีเสียงเรียกน่ะค่ะ มีอะไรดลใจให้เราไปฝึกสมาธิกับคุณแม่สิริ-กรินชัย เพื่อนช่างภาพขับรถไปส่งให้ถึงที่เลยนะ แล้วเราฝึกฮาร์ดคอร์นิดนึง นั่งสมาธิทุกวัน ถือศีลห้าตลอด บางวันก็ถือศีลแปด พอเราสนใจลงลึกไปเรื่อยๆ ก็เลิกดื่มไปเอง ก่อนหน้านี้พี่เป็นคนนิ่งๆ แบบนี้แหละค่ะ แต่ข้างในไม่ได้นิ่งขนาดภาพภายนอก แต่ปัจจุบันมันก็เรียบอย่างนั้นจริงๆ ข้างในกับข้างนอกเหมือนกัน แต่คนไม่เข้าใจก็จะคิดว่า โอ๊ย ทำไมหยิ่งจัง แล้วเราไม่เจ๊าะแจ๊ะ แต่ก็อยู่มาได้นะ อาจจะไม่ก้าวหน้าเท่าคนที่เขา Friendly

“20 กว่าปีที่ผ่านมาใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นเสมอไป อยู่ที่ว่าเราจะควบคุมความรู้สึกเรายังไง พี่ป๊อกค้นพบว่าบางอย่างที่มันเกิดขึ้นตอนนี้ มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วและมันก็ผ่านไปแล้ว จนวันนี้เราก็ยังยืนได้อยู่ ดังนั้นไม่ว่าเรื่องอะไรที่ผ่านเข้ามา เดี๋ยวมันก็จะผ่านไปค่ะ ไม่ต้องไปดิ้นตาม ไม่ต้องไปโกรธตาม ไม่ต้องไปชิงดีชิงเด่นอะไรกับใคร เรื่องคำติฉินนินทาต่างๆ มันไม่มีมาถึงหูหรอกค่ะของพวกนี้ ด้วยความที่เพื่อนก็ไม่ได้เยอะมาก เลยไม่มีคนมาเล่าอะไรว่าเราโดนว่าว่าอะไรบ้าง พี่ป๊อกเป็นคนแบบนี้แหละค่ะ อะไรที่มันไม่ใช่ของเราก็ช่างมัน อะไรที่มันเป็นของเรา เราก็จะได้มันเอง แต่ว่าขาก็ต้องอยู่ในความก้าวหน้าตลอดนะ ไม่ว่าวิธีทำงานหรือความก้าวหน้าของเนื้องาน เราก็ต้องทำให้ดี ขับเคลื่อนไปตามบทบาท”

พี่ป๊อกแต่งหน้าอยู่ในเมืองไทยมานาน และแต่งหน้าดารามาหมดแทบทุกคน ความตื่นเต้นท้าทายยังมีอยู่มั้ย

“ตื่นเต้นเวลาเรามาเจอกัน คิดถึงกัน ได้พูดคุยกัน ได้แต่งหน้านักแสดงชั้นนำเกือบจะทุกคนแม้แต่คนที่ไม่คิดจะได้ทำ หรือมีความสนิทสนมกับนักแสดงหลายๆ ท่าน คุยสื่อสารกันตัวต่อตัวได้ พี่รู้สึกว่าเป็นโมเมนต์สำคัญของชีวิตนะคะ แต่เราทำงานมามากกว่า 20 ปี จริงๆ ค่อนข้างจะถึงเพดานของชีวิตแล้ว ถามว่าเบื่อมั้ย น่าจะเบื่อกับการทำงานที่ไม่ได้หยุดพักเลย แต่คนทำมาหากินคงจะรู้สึกว่าการที่คิวแน่นๆ เป็นเรื่องดี แต่พี่กลับคิดว่าถ้าเราไม่มีเวลาได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพราะมัวแต่ทำงานต่อๆ กันไม่ได้หยุดเลย ก็เหมือนเรามาแต่งหน้าเป็น Routine เลยเป็นจุดที่เริ่มออกไปท่องเที่ยวค่ะ”

แต่งหน้าให้เซเลบไทยแล้วไปถึง ปารีส ฮิลตัน ได้อย่างไรคะ

“อย่างที่บอกว่าพี่ชอบเดินทาง ทำงานเสร็จเหนื่อยๆ ก็ไปเที่ยว จนทริปนิวยอร์กเมื่อปี 2016 มองว่าเราได้แต่เซลฟี่กับถ่ายรูปวิว ถ้าได้ทำงานไปด้วยก็คงดี เลยคุยกับรุ่นน้องซึ่งเขาคงมีคอนเน็กชั่นทางสายทางนี้ก็บอกว่าไม่ยากเลยพี่ แล้วแนะนำคนนั้นคนนี้ต่อๆ กันไป ช่วงนั้นมีงานใหญ่ ปาร์ตี้ของการีน รัวต์เฟลด์ (อดีต บ.ก.บห.โว้กปารีส) ที่นิวยอร์กซึ่งคนดังจะมางานนี้เยอะมาก พี่อยู่ตรงนั้นพอดีเลยได้แต่งหน้าให้นิกกี้ ฮิลตัน เขาก็แนะนำเราต่อให้พี่สาวคือ ปารีส ฮิลตัน จริงๆ ก่อนหน้านั้นเคยแต่งหน้าให้นางแบบ เฮเลน บอร์ดอน แล้วก็นางแบบ Victoria’s Secret และ Sport Illustrated เช่น เพตรา เนมโคว่า, โรส เบอร์แทรม, ซินดี้ บรูน่า และเอริก้า เปโลซินี มีการบอกต่อกันไปเรื่อยๆ จนตอนนี้อยู่ดีๆ เดือนหนึ่งก็บิน 6 ประเทศ”

ซึ่งไฮไลต์หนึ่งของพี่ป๊อกคือเคยถวายงานสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก แห่งภูฏาน

“ถวายงานอยู่หลายครั้งมาตั้งแต่ปี 2014 จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีการติดต่อสื่อสารกันอยู่ ท่านก็ยังติดต่อกับพี่ ไม่ได้หายไปเลย จนมาถึงไฮไลต์ล่าสุดคือการได้ไปคานส์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่าเราก็ belong กับของแบบนี้เหมือนกัน เพราะมีการจองคิวงานต่อเนื่อง พี่ไปมาทั้งหมด 4-5 วัน มีวันหนึ่งมีงานระดมทุนเพื่อการกุศล amfAR คนดังระดับโลกมางานนี้กันเยอะ พี่แต่งหน้าให้เซเลบ 5 คน ทุกนาทีมีค่ามาก แต่งมือเป็นระวิง ธรรมชาติของคนต่างชาติจะมีเวลาค่อนข้างสั้น แต่งหน้าชั่วโมงเดียวต้องเสร็จ คนไทยใช้เวลา 3 ชั่วโมง ลินด์ซีย์ โลแฮน เป็นคนแรกเลยที่จองคิวพี่ทุกวัน วันแรกพี่นั่งเรือไปแต่งหน้าลินด์ซีย์บนเรือยอร์ช เป็นปาร์ตี้บนเรือของนาโอมิ แคมป์เบลล์ ลินด์ซีย์จะคุยกับพี่ว่าวันงาน amfAR ฉันจะเป็นลุคแบบ Hollywood Glam นะ แต่โดยส่วนมากเขาจะบอกกันหน้าต่อหน้า ยูอยากให้ลุคเป็นยังไง หรือวันนี้ยูต้องการจะเป็นยังไง ใส่ชุดแบบไหน เราก็คุยกันเดี๋ยวนั้นและแต่งหน้าเดี๋ยวนั้นเลย

“อีกคนเป็นลูกสาวของประธานจัดงาน amfAR ชื่อเฮเลน่า แก็ตส์บี แต่งหน้ากันในรถภายในครึ่งชั่วโมง เพราะพี่มีงานต่อ เขาก็ให้คนขับรถวนไปส่งพี่ที่บ้านของ Philipp Plein ดีไซเนอร์ที่พี่ต้องไปงาน เราถนัดกับการทำงานบนรถอยู่แล้ว ช่วงที่อยู่คานส์หนักมาก เริ่มแต่งหน้าคนแรกตั้งแต่ 9 โมงเช้า เป็นภรรยาเจ้าของสถานี FTV มีการถ่ายวิดีโอกันด้วย”


ตื่นเต้นมั้ยคะว่าเดี๋ยวผลงานเราที่อยู่บนหน้าดาราต้องออกไปเจอกล้องและมีภาพออกไปทั่วโลก

“เชื่อมั้ย ตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ ทุกครั้งเลย แต่ในวันที่เราทำงานเยอะมากๆ และร่างกายไม่ได้พักผ่อน เราจะหลุดจากโมเมนต์ของความตื่นเต้นไปกับผลงานหรือยินดีกับความสำเร็จของการที่เรามาเจอกันวันนี้ เบลอไปหมด แต่พี่มีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าสูง พยายามพักผ่อนเพื่อจะได้มีร่างกายที่พร้อมมาหาเขา และเราจะได้มีจิตใจที่ได้ชื่นชมได้ดีใจกับผลงานเต็มที่ด้วย ปีนี้จะต้องนั่งคิดวางแผนใหม่ให้ลงตัวกว่านี้ น่าจะต้องมีเอเจนซี่ดูแลคิวงานให้ได้แล้ว”

มีวิธีมัดใจยังไง ทำไมทุกคนต้องถามหาพรรวิษิษฐ์

“รู้ใจเขาใจเราน่ะค่ะ อะไรเหมาะสมไม่เหมาะสมให้รู้ไว้ แต่อาจจะไม่ต้องพูด เพราะคนดังระดับนี้เขาก็มี Dos & Donts อะไรเยอะ และสิ่งแบบนี้ถ้าเรารู้ทัน เราจะได้ปฏิบัติตัวกับเขาให้เหมาะสม เช่น ต้องไม่เป็นคน Big Mouth ไปเห็นบ้านเขาเห็นอะไรเราก็ไม่ได้เอามาพูดต่อ ดูแลเรื่องความงามของเขาให้ดี รักษาเวลาให้เป๊ะ ไม่ถามเรื่องส่วนตัว นอกจากเขาจะเล่าเอง เราฟังแล้วก็ลืมๆ ไปซะ เป็นจุดที่ทำให้เรามีคนมาหาซ้ำๆ มาเรื่อยๆ เพราะเขารู้สึกว่าคนนี้ไม่เมาท์ ไม่เจ๊าะแจ๊ะ ไปถึงก็พร้อมทำงาน อยากได้แบบไหนว่ามา เราก็แต่งไป สวยไม่สวยก็คุยกัน ยังมีตัวบุคคลอีกมากมายเลยที่เรายังไม่ได้แต่งหน้าให้ นั่นคือเป้าหมายในอนาคต อย่างเมื่อคืนก็ส่งข้อความคุยกับลินด์ซีย์ เขาเพิ่งเปิดตัวซีรี่ส์ใหม่ เขาก็ถามว่าเมื่อไหร่จะกลับมาแต่งอีก”

ทำยังไงถึงจะได้แต่งหน้ากับพี่ป๊อก

“พี่ไม่ได้เลือกว่าใครเป็นใครเลยนะ ใครติดต่อมาแล้วคิวตรงกับวันที่พี่ว่างก็คือไปแต่งให้ ไม่ใช่การชิงโชคหรือเลือกจากความสนิทสนมเลย เป็นไปตามกฎระเบียบ บางคนรอไม่ไหวก็ติดต่อคนอื่น แต่ส่วนมากก็รอได้ทุกคนแหละ แล้วก็ไม่ต้องมองว่าพี่ไปแต่งหน้าดาราระดับโลก ไปคานส์มาแล้วจะมองเราสูงส่ง พี่ต้องทำความจริงให้เขาเห็นว่าตัวเราจริงๆ ก็เป็นแบบนี้ ฉันมาทำงานก็ดูแลคุณเต็มที่ พูดมาตรงๆ ว่าอยากได้แบบนี้ อยากเป็นแบบนี้ ทำให้ได้หมดเลย คือที่เราทำนัดล่วงหน้าได้แค่ 3 เดือน เพราะเราไม่รู้ว่าถ้านานกว่านั้นตัวเราจะไปอยู่ประเทศไหน พี่คิดว่าตั้งแต่ทำงานมา 20 กว่าปี เคยขอยกเลิกคิวเจ้าสาวน่าจะไม่เกิน 4 คน ครั้งแรกนี่พี่ไปแต่งให้แล้วครั้งหนึ่ง เขาจัดงาน 2 วัน เลยต้องขอเขาว่าชีวิตมันไปแตะระดับโลกแล้ว พี่จำเป็นต้องไป พี่ขออนุญาตได้มั้ยคะ ถ้าใกล้ๆ แบบญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์เรากลับมาให้อยู่แล้ว ก็เอาเงินค่าตัวนี่แหละซื้อตั๋วกลับมารับผิดชอบ เราก็ไม่ได้อะไรเลย แต่ก็ต้องรับผิดชอบคำพูดของเราน่ะค่ะ เพราะเขาจองมาแล้ว เลยจะไม่รับทำนัดเกิน 3 เดือนนะคะ”

ทำงานมา 20 กว่าปี ขยันได้ยังไงทุกวี่ทุกวัน

“พี่ป๊อกรู้สึกว่าเราทำงานตรงนี้แล้วตัวเองมีคุณค่าและได้สร้างความสุขให้คนอื่น อย่างการแต่งหน้าเจ้าสาว พี่ว่า 95% แฮปปี้กลับไปทุกคน ดูจากประโยคที่เขาเขียนตอบกลับมาให้เรา สิ่งเหล่านี้มีความหมายและมีค่าต่ออาชีพมากๆ เขาให้เกียรติให้เรามาทำงานกับเขา ให้เรามา Serve วันสำคัญของเขาด้วยความงาม”

ตอนนี้รู้สึกว่ายิ่งสูงยิ่งหนาวมั้ยคะ

“ยิ่งหนาวนะคะ เพราะมี Dos & Donts เพิ่มมากขึ้น อย่างลูกค้าของเราเป็นคนระดับสูงหรือเป็นคนดัง เราต้องรู้ตัวอย่างมากเลยว่าบางอย่างทำได้ บางอย่างทำไม่ได้ ข้อกำหนดเพิ่มขึ้นมาเมื่อเวลาเราขึ้นสูง ซึ่งพี่ก็คิดว่านี่มันคือยิ่งสูงยิ่งหนาวของจริง เพราะว่าบางอย่างเราก็เล่นไม่ได้ หรือว่าถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก็เป็นเพราะว่าเราขึ้นมาในจุดที่มันโดดเด่น ถามว่ามีหวั่นไหวบ้างมั้ย คือพอกลับมาลูปความคิดนี้ เราก็จะไม่หวั่นไหวนะคะ ที่พี่บอกว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว เรื่องมันคล้ายๆ เดิมนั่นแหละ พี่เปรียบเหมือนนางงามจักรวาลก็แล้วกัน ปีนี้พี่เป็นนางงามจักรวาล แต่ปีหน้าก็ไม่ใช่เรา

“สิ่งที่มีความหมายสำหรับพี่คือความรู้ที่ดารานักแสดงท่านต่างๆ พูดถึงเคล็ดลับของตัวเองให้เราฟัง นั่นคือครูที่แท้จริงของเรา เพราะเขารู้จักหน้าของตัวเองดีและรู้ด้วยว่าโปรดักต์ไหนดีกับเขา แล้วกล้าพูดกับเราตรงๆ อย่างพอลล่า เทเลอร์ จะบอกว่าใส่อันนี้ไอจะดูไม่ปิ๊งนะ แบบนี้ง่ายเลย เหมือนเขาบอกทางลัดให้พี่ หรือพลอย-เฌอมาลย์ที่แต่งหน้ากันมานานมากๆ ก็จะบอกว่าพลอยชอบแบบนี้ หรือผิวตรงนี้มันชื้นนะ พี่ป๊อกไม่เคยคิดว่าฉันเป็นช่างใหญ่ มาบอกอะไรฉันหรือเธอจะมารู้ดีกว่าช่างได้ยังไง เราไม่ได้รู้ทุกอย่างในโลกนะคะ แล้วการศึกษาแปลว่าเราต้องเปิดรับการเรียนรู้อยู่ตลอด อย่างลินด์ซีย์ก็จะบอกไอชอบสีนี้นะยู ที่ยูใช้มันคนละสีกัน เราจะได้รู้ว่าคราวหน้าไม่มีทางที่จะเพี้ยนแน่ๆ อัตตาในการเรียนรู้ของพี่ไม่สูงค่ะ”

พี่ป๊อกกลัวหรือเครียดมั้ยคะว่าตอนนี้ทุกคนเป็นช่างแต่งหน้ากันเองได้แล้ว

“เดี๋ยวนี้ทุกคนมีไอจี เปิดดูวิธีแต่งหน้าในยูทูบ โพสต์รูปลงเฟซบุ๊ก ทุกคนแต่งหน้าเองได้หมดแล้วค่ะ ซึ่งพอแต่งออกมาก็คล้ายๆ กันหมด หัวใจหลักน่าจะเป็นเทคนิคของช่างแต่งหน้ากับการสื่อสารระหว่างคนแต่งกับคนถูกแต่งมากกว่า เพราะฝีมือทุกคนก็มีและเห็นๆ กันอยู่ว่าใครแต่งแบบไหน ตอนนี้การแข่งขันน่าจะยากขึ้นเรื่อยๆ แต่พี่ไม่เครียดนะคะ เพราะเป็นเรื่องปกติที่จะมีคลื่นลูกใหม่เข้ามา คลื่นลูกใหม่นี่แหละที่จะเป็นตัวท้าทายคนเก่าๆ ว่าเราจะอยู่แบบไหนต่อไป เราเองจะอยู่กับที่ไม่ได้ ไม่ใช่ว่ามานั่งเชิดว่าฉันรุ่นนั้นรุ่นนี้นะ ดีเสียอีกเราจะได้รูัจักเจียมตัวขึ้นมานิดนึง ไม่ได้ลอยไปกับอัตตาเยอะ ไม่อย่างนั้นเราจะเพ้อฝันไปเรื่อยๆ ติดอยู่กับชื่อเสียงว่า ฉันต้องเป็นเบอร์หนึ่ง ฉันต้องเป็นแถวหน้า คนรุ่นใหม่มีเข้ามาตลอดอยู่แล้ว สู้เราเอ็นดูเขา พูดคุยกันดีๆ เป็นมิตรต่อกันน่าจะดีกว่า เอาเป็นว่าจะเข้ามาก็เข้ามาเหอะ แต่ถ้าตรงไหนที่เขา…ร้ายๆ หน่อย ก็อย่าไปยุ่งกับเขาแล้วกัน คนเราก็มีดีมีร้าย”