8 วิธีใช้ ครีมกันแดด รับร้อน อย่างเห็นผล

ทุกวันนี้คุณรู้ดีแค่ไหน เรื่องการใช้ ครีมกันแดด และภัยร้ายจากรังสียูวี แล้วไหนจะอินฟราเรดที่เป็นตัวการทำร้ายผิวอีก มาดูกันดีกว่าค่ะ เรามี 8 วิธีใช้ ครีมกันแดด อย่างเห็นผลมาฝาก

8 วิธีใช้ ครีมกันแดด รับร้อน อย่างเห็นผล

แสงแดดเป็นอันตรายต่อผิวคุณยังไงบ้าง ก่อนจะรู้จักการป้องกัน หรือการเลือก ครีมกันแดด เราต้องทำความเข้าใจกับตัวการและปัญหาก่อน แสงแดดจากดวงอาทิตย์ที่ตกถึงผิวโลกประกอบด้วยรังสีหลายชนิด ยูวีคือแสงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มีเพียง 5% ของแสงแดดทั้งหมด แต่มีพลังงานสูง แสงยูวีมี 3 ประเภท แต่ที่สำคัญคือ ยูวีเอ (UVA) และยูวีบี (UVB) ส่วนยูวีซี (UVC) ไม่ค่อยสำคัญสักเท่าไหร่ เพราะเป็นรังสีที่มาไม่ถึงโลก ถูกกรองโดยโอโซนในชั้นบรรยากาศ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ เพราะโอโซนในชั้นบรรยากาศถูกทำลายอยู่ตลอดเวลา จึงต้องคอยตามดูกัน คนส่วนใหญ่ได้รับรังสียูวีเอในปริมาณมากเป็นประจำ เพราะรังสียูวีเอมีอยู่ตลอดทั้งปี ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตก และมีอยู่มากกว่ารังสียูวีบีถึง 20 เท่า ซึ่งต่างจากรังสียูวีบี ที่มีอยู่มากในช่วงฤดูร้อนและเที่ยงวัน ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีตัวการสำคัญ อย่างแสงอินฟราเรด (Infrared) ที่ไม่ควรมองข้าม

1.ดูค่า เอสพีเอฟ

SPF30 หมายถึงระยะเวลาที่สามารถป้องกันผิวเรา 30 เท่าจากค่าปกติ โดยค่าปกติที่เราจะทนแดดอยู่ที่ 15–30 นาที ก็ให้เอา 30 คูณด้วย 15 จะได้ 450 นาที เป็นเวลาที่เราสามารถป้องกันแสงแดดได้ ถ้าเกินเวลาข้างต้นไป ต้องทาครีมกันแดดเพิ่ม ซึ่งค่า SPF สูงๆ ไม่ได้แปลว่าจะป้องกันแดดได้ดีขึ้น แต่จะช่วยยืดระยะเวลาที่สามารถโดนแดด และทาซ้ำนั้นเอง

แสงที่ให้ความสว่าง (Visible Light) แสงที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ถึงจะมีปริมาณมาก แต่มีพลังงานต่ำ แต่ถ้าได้รับเป็นเวลานานก็สามารถก่อให้เกิดผิวคล้ำเสียได้

2.อินฟราเรด (Infrared)

รังสีที่ให้ความร้อน เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่แผ่มาจากดวงอาทิตย์ มีปริมาณ 50% ของแสงแดดทั้งหมดแต่มีพลังงานต่ำกว่า แสงยูวี (UV) ถึงมีศักยภาพน้อย แต่รังสีชนิดนี้ทำลายชั้นผิวได้ลึกกว่ารังสีอื่น แม้ว่าเราไม่สามารถมองเห็นแสงอินฟราเรดได้ด้วยตาเปล่า แต่สามารถรับรู้ได้จากความร้อนที่สัมผัส แสงอินฟราเรดสามารถทำให้เกิดการสลายตัวหรือการเสื่อมของคอลลาเจนในชั้นใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดผิวคล้ำและเสื่อมได้หากได้รับเป็นปริมาณสูง การป้องกันทำได้โดยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบริเวณที่มีรังสีอินฟราเรดปริมาณสูงเช่น ในห้องโยคะร้อน เตาอบหรือหลอดไฟที่มีแสงร้อนจ้า และอีกหลายๆ อย่างที่มีการนำอินฟราเรดมาใช้ หากเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสีอินฟราเรดด้วย

8 วิธีใช้ ครีมกันแดด รับร้อน อย่างเห็นผล

3.ครีมกันแดดแบบเคมี

Chemical Sunscreens สารกันแดดที่มีส่วนของเคมี มีวิธีการทำงานโดยการ “Absorb” หรือการ “ดูดซับ” รังสียูวีไว้ที่หน้า ไม่ให้ทะลวงผ่านไปทำร้ายผิว แล้วทำปฏิกิริยาเคมีเพื่อเปลี่ยนรังสียูวีเป็นพลังงานความร้อน สารกันแดดแบบนี้ มักแตกสลายตัวเมื่อเจอแสงแดด จึงจำเป็นต้องผสมสารเคมีหลายๆ ประเภทในครีมกันแดด เพื่อให้เกิดความเสถียรมากยิ่งขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนฟองน้ำ พอเจอน้ำก็จะซึบซับน้ำเอาไว้ แต่ถ้าหากมีน้ำเยอะฟองน้ำก็ไม่สามารถซึมซับได้หมด ดังนั้น เราจึงต้องทาครีมกันแดดซ้ำ แล้วยิ่งถ้าเราทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เมื่อฟองน้ำเอาไม่อยู่ ก็อาจจะทำให้สารเคมีที่มีหน้าที่ดูดซับ กลายร่างเป็นอนุมูลอิสระกลับมาทำร้ายผิวได้ แต่เดี๋ยวนี้สารกันแดดแบบเคมี ถูกพัฒนาขึ้น มีหลายตัวที่ใช้แล้วปลอดภัยและปกป้องได้ดี ไม่ก่อให้เกิดปัญหากลายเป็นอนุมูลอิสระในภายหลัง ซึ่งเหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะ เสถียร กันรังสีได้ครบทุกช่วงความถี่ กลมกลืนเข้ากับผิว หน้าไม่ขาววอก แต่เนื่องจากมีส่วนผสมของสารเคมี อาจทำให้ผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ได้ง่าย หลังทาแล้วต้องรอให้สารกันแดดเซ็ตตัว 20 นาที ถึงจะเริ่มป้องกันแดดได้

4.ครีมกันแดดแบบไม่ใช้สารเคมี

Physical Sunscreens สารกันแดดประเภทไม่ใช้สารเคมี หรือ Non-Chemical ที่ได้มาจาก Minerals หรือแร่ ซึ่งมาจากธรรมชาติ ใช้หลักการทำงานแตกต่างจากเคมี คือ “Block” หรือทำการ “สะท้อน” โดยการสะท้อนรังสี UV ออกไป ไม่ทำปฏิกิริยากับรังสียูวี มีความเสถียรต่อแสงแดดสูง เปรียบเทียบได้กับหลังคาบ้าน ถ้าหากฝนตก น้ำก็ไม่สามารถเข้ามาได้ แต่ทาหลังคารั่ว (ทาไม่ดี หรือทาไม่ทั่วหน้า) ก็ทำให้น้ำไหลเข้ามาได้ แต่ด้วยความที่เป็นธรรมชาติ ก็อาจจะทำให้คุณภาพน้อยกว่าแบบเคมี และมีสารบางตัวที่ทำให้หน้าขาววอก แต่หลังๆ มานี้ ได้มีการพัฒนาขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาความเหนียวเหนอะและขาววอกดูไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งสารกันแดดแบบไม่ใช้สารเคมีจะเหมาะกับผู้ที่ผิวบอบบาง แพ้ง่าย หลังทาแล้วจะออกฤทธิ์ทันทีไม่ต้องรอ เพราะว่าสารกันแดดนี้จะเคลือบผิว ไม่ได้ซึมลงสู่ผิว

5.เลือกใช้ครีมกันแดดแบบกันน้ำดีมั้ย

จำเป็นมั้ยที่จะต้องใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดแบบกันน้ำ บอกเลยค่ะว่า “ไม่จำเป็น” ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่คุณทำ ถ้าไม่ได้ไปตะลุยโลดโผน ออกกำลังกาย เล่นกีฬา หรือต้องเจอน้ำจนตัวเปียก ก็ไม่จำเป็นต้องใช้แบบกันน้ำ แต่ถ้าคุณเล่นน้ำในสระ ทะเล หรือแม้แต่วันสงกรานต์ นั่นแหละถึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่กันน้ำ ซึ่งติดทนทานกว่าแบบปกติ  เพราะผลิตภัณฑ์กันแดดแบบปกติสามารถหายไปได้เมื่อเจอน้ำในปริมาณมาก แม้กระทั่งเหงื่อออกก็มีส่วนทำให้ประสิทธิภาพของการปกป้องผิวนั้นไม่ดีพอ

8 วิธีใช้ ครีมกันแดด รับร้อน อย่างเห็นผล

6.ก่อนเจอแดด

ควรทา ครีมกันแดด ทั้งผิวหน้าและคอ และอย่าลืมที่บริเวณหูด้วยนะ อย่างน้อย 30 นาที และที่สำคัญ หากต้องออกไปเจอแดดนานๆ ควรทาซ้ำ ทุกๆ 2 ชั่วโมง ควรพกผลิตภัณฑ์กันแดดไว้ในกระเป๋าด้วย

7.บรอดสเป็กตรัมคืออะไร

หากไปเมืองนอก หรือเห็นผลิตภัณฑ์กันแดด ที่มีคำว่า Broad-Spectrum ไม่ต้องแปลกใจ แสดงว่าผลิตภัณฑ์นั้นป้องกันครอบคลุมทั้งรังสียูวีเอและยูวีบี

8.ทาครีมกันแดดเท่าไหร่ถึงจะพอ

ควรทาครีมกันแดดในปริมาณที่เหมาะสม โดยปริมาณที่ใช้ คือประมาณ 2 ข้อนิ้วมือต่อการทาให้ทั่วใบหน้าและลำคอ ถ้าปริมาณน้อยกว่านี้ SPF จะลดลงแบบไม่เป็นสัดส่วน วิธีการทา ให้ทาทีละจุดบนใบหน้าเหมือนทารองพื้น ไม่แนะนำให้ถูวนรอบมือก่อนแล้วเอาไปทาหน้า เพราะสารกันแดดจะไม่ติดที่หน้า แต่จะไปอยู่บนมือมากกว่า และอีกหนึ่งสิ่งที่แนะนำ คือให้ทา 2 รอบเกลี่ยให้ทั่วใบหน้า รอให้แห้งอย่างน้อย 5- 10 นาที แล้วค่อยทาอีกรอบ เพื่อเป็นการเสริมเกราะให้ผิว

 

เอาล่ะ หลังจากทำความรู้จักกับรังสีต่าง ๆ แล้ว ก็มาเลือกดูผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่เราแนะนำกันต่อได้เลย กับ 10 สุดยอด ครีมกันแดด ที่เราแนะนำ